
เปิดประตูการค้าสู่ตลาดแอฟริกาและตะวันออกกลาง โอกาสและความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการไทย
6 พฤษภาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
การขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนสู่ตลาดที่กำลังเติบโตในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกากำลังเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในประเทศซาอุดีอาระเบียที่กำลังมุ่งหน้าสู่การพัฒนาในระดับประเทศภายใต้วิสัยทัศน์ 2030 ซึ่งเปิดโอกาสทางการค้าหลายด้าน เช่น อาหาร การก่อสร้าง และสุขภาพ
เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 ที่ผ่านมาในเวทีเสวนา “เปิดประตูการค้าสู่ตลาดแอฟริกาและตะวันออกกลาง” ปี 2 อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ) เปิดเผยว่า
“ภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล ส่วนทวีปแอฟริกาได้ก้าวขึ้นมาเป็นตลาดที่มีศักยภาพด้วยอัตราการเติบโตของผู้บริโภคและการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจผ่านความตกลงการค้าเสรีภาคพื้นทวีปแอฟริกา (AfCFTA) ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสทางการค้าสำหรับผู้ประกอบการไทย”

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ
อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
สาธารณรัฐโกตดิวัวร์ ตลาดและโอกาสใหม่ในการทำธุรกิจส่งออก
โดยตลาดที่น่าสนใจและเป็นโอกาสในการธุรกิจของประเทศไทยได้ในอนาคตอย่าง สาธารณรัฐโกตดิวัวร์ กำลังกลายเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจไทยในอนาคต ด้วยเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและความพยายามในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศนี้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของแอฟริกาตะวันตก
คุณพัชรพิมล ยังประภากร กงสุลกิตติมศักดิ์ สาธารณรัฐโกตดิวัวร์ ประจำประเทศไทย ได้เปิดเผยว่า
“โกตดิวัวร์มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเพื่อดึงดูดนักลงทุน รวมถึงการปฏิรูปในหลายด้าน เช่น การจัดตั้งศาลการค้า การพัฒนาระบบดิจิทัล และการเสนอกฎระเบียบที่โปร่งใส สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความตั้งใจในการสร้างศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ทันสมัยในแอฟริกาตะวันตก”
ซึ่งการค้าระหว่างประเทศไทยและโกตดิวัวร์ ประเทศไทยถือเป็นผู้ซื้อสินค้าลำดับที่ 109 ของโกตดิวัวร์ในระดับโลก ขณะที่โกตดิวัวร์นำเข้าจากไทยมูลค่า 153 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ยังมีสินค้าหลายประเภทที่โกตดิวัวร์สนใจ เช่น ข้าว ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรม

คุณพัชรพิมล ยังประภากร
กงสุลกิตติมศักดิ์ สาธารณรัฐโกตดิวัวร์
ความท้าทายและโอกาสใหม่ในตลาดอิรัก
ถัดมานอกจากตลาดโกตดิวัวร์แล้วยังมีตลาดอิรักที่ยังเป็นโอกาสทางธุรกิจในการเติบโตของตลาดไทย คุณจารุดล ตุลยกิจจา ผู้อำนวยการคณะกรรมการเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา หอการค้าและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยังได้เปิดเผยอีกว่า
“อิรักเป็นประเทศที่มีโอกาสในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง การท่องเที่ยว และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งตลาดเหล่านี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในปี 2023 อิรักนำเข้าสินค้าเกือบ 90% ของสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในภาคการก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างที่มีความต้องการสูง”
ทั้งนี้ อิรักยังคงมีอุปสรรคในเรื่องการค้าด้วยวิธีดั้งเดิม และการทำธุรกรรมด้วยเงินสด ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้าสู่ตลาด แม้ว่าจะมีโอกาสเติบโตสูงในภาคการค้าหลายด้าน แต่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมพร้อมทั้งในด้านการศึกษาตลาดและปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในอิรัก
ตลาดประเทศอียิปต์กับความสำเร็จอยู่แค่เอื้อมของไทย
คุณวัชรลักขณ์ ตัณฑ์สกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรไทย จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการขยายตลาดไปยังประเทศอียิปต์ ได้กล่าวเสริมถึงแนวทางสำคัญในการเจาะตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดอียิปต์ว่า
“ปัจจัยความสำเร็จในประเทศอียิปต์จะต้องไม่หยุดพัฒนาสินค้าของตัวเอง”
ซึ่งหมายความว่าผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเติบโตในตลาดนี้ไม่สามารถยึดติดอยู่กับรูปแบบเดิม ๆ ได้ หากแต่ต้องมีความยืดหยุ่น พร้อมเรียนรู้และปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ในอียิปต์ แม้จะมีความต้องการสินค้านำเข้าอยู่มาก แต่การแข่งขันในตลาดก็เข้มข้นไม่แพ้ภูมิภาคอื่น ๆ ดังนั้น ความสามารถในการพัฒนาสินค้าให้ตรงใจตลาดจึงถือเป็น “แต้มต่อ” ที่สำคัญ ทั้งในเรื่องของคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ การสื่อสารแบรนด์ และความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น คุณวัชรลักขณ์ยังเน้นย้ำว่า ผู้ประกอบการไทยควรมองตลาดอียิปต์ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้ซื้อ-ผู้ขาย แต่ควรมองว่าเป็น “พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ” ที่สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ในระยะยาว
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) อีกตลาดที่น่าจับตามอง
นอกจากนี้ อีกหนึ่งตลาดที่น่าจับตามองคือ “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้า การเงิน และโลจิสติกส์ของภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้วยรายได้ประชากรต่อหัว (GDP per capita) ในปี 2024 ที่สูงถึงประมาณ 53,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (เทียบกับประเทศไทยซึ่งอยู่ที่ราว 7,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี)
แสดงถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งและฐานผู้บริโภคที่มีความต้องการสินค้าคุณภาพสูง โดย UAE มีประชากรราว 10 ล้านคน แม้จำนวนไม่มากนัก แต่ประชากรเกือบ 90% เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งเปิดกว้างต่อวัฒนธรรมและสินค้านำเข้าจากหลากหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
UAE ยังมีบทบาทเป็น “ประตู” สู่ตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) โดยเฉพาะผ่านเมืองท่าและสนามบินที่มีประสิทธิภาพอย่างดูไบ (Dubai) และอาบูดาบี (Abu Dhabi) ซึ่งสามารถเป็นฐานกระจายสินค้าของไทยไปยังภูมิภาคโดยรอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้นตลาดในตะวันออกกลางและแอฟริกายังคงเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การก่อสร้าง อาหาร พลังงาน และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม การศึกษาตลาดและการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในพื้นที่ต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถบรรลุผลสำเร็จในตลาดเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน






