Neta จากดาวเด่นรถไฟฟ้าจีน สู่วิกฤตล้มละลายในยุคทองของรถยนต์ EV

Neta จากดาวเด่นรถไฟฟ้าจีน สู่วิกฤตล้มละลายในยุคทองของรถยนต์ EV

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

บริษัท Zhejiang Hozon New Energy Automobile ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า “เนต้า” (Neta) ได้เข้าสู่กระบวนการล้มละลายอย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นับเป็นการสิ้นสุดของเรื่องราวความสำเร็จที่เคยสั่นสะเทือนวงการรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อ 3 ปีก่อน และกลายเป็นบทเรียนสำคัญในยุคที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าโลกกำลังเฟื่องฟู

ความเป็นมาและจุดสูงสุดของความสำเร็จ

Hozon Auto ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 โดย Fang Yunzhou อดีตผู้บริหารจาก Chery ด้วยวิสัยทัศน์ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดสำหรับตลาดมวลชน บริษัทเปิดตัวแบรนด์ “เนต้า” ในปี 2018 และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

จุดสูงสุดของเนต้าเกิดขึ้นในปี 2022 เมื่อบริษัทสามารถขายรถยนต์ไฟฟ้าได้มากกว่า 152,000 คันต่อปี เอาชนะคู่แข่งรายใหญ่อย่าง NIO (122,486 คัน), XPeng Motors (120,757 คัน) และ Li Auto (133,246 คัน) ในช่วงเวลาเดียวกัน

กลยุทธ์ที่ทำให้เนต้าประสบความสำเร็จในช่วงแรกคือการเน้นผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระดับเริ่มต้น เช่น Neta V ที่มีราคาเริ่มต้นประมาณ 70,000–80,000 หยวน (ประมาณ 350,000–400,000 บาท) ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชั้นกลางที่ต้องการเปลี่ยนจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในมาเป็นรถไฟฟ้า


แนวคิดในการทำงานของ NETA จากเว็บไซต์ netaauto.co "เราทำ เราไม่คุย เราเป็นนักนวัตกรรมผู้ไม่กลัวความเสี่ยง เราเป็นนักสำรวจแห่งอนาคต"

การเปลี่ยนกลยุทธ์ที่นำสู่ความล้มเหลว

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเนต้าตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์จากตลาดราคาประหยัดไปสู่ตลาดระดับบน โดยเปิดตัวรถรุ่นใหม่อย่าง Neta S, Neta GT และ Neta L ที่มีราคาสูงขึ้นและเทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีนกำลังเข้าสู่ยุค “สงครามราคา” อย่างรุนแรง ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง BYD และ Tesla ลดราคาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เนต้าที่พยายามขยับขึ้นไปสู่ตลาดระดับบนกลับตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย

ข้อมูลยอดขายที่เผยให้เห็นความล้มเหลว:

  • ปี 2023: ยอดขายลดลงเหลือประมาณ 127,496 คัน (ลดลง 16.1% จากปี 2022)

  • มกราคม-กันยายน 2024: ขายได้เพียง 53,853 คัน (น้อยกว่า 30% ของเป้าหมายรายปี)

  • มกราคม 2025: ยอดขายในจีนเหลือเพียง 159 คัน

  • กุมภาพันธ์ 2025: ขายได้เพียง 377 คัน (ลดลง 98% เมื่อเทียบกับปีก่อน)

วิเคราะห์สาเหตุของวิกฤต

1. ปัญหาทางการเงินที่สะสมมาอย่างยาวนาน

งบการเงินของ Hozon Auto แสดงให้เห็นถึงการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง:

  • ปี 2021: ขาดทุน 29.13 พันล้านหยวน

  • ปี 2022: ขาดทุน 48.4 พันล้านหยวน (676 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

  • ปี 2023: ขาดทุน 68.7 พันล้านหยวน (960 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ณ ปลายปี 2024 บริษัทมีหนี้สินรวมสูงถึง 98 พันล้านหยวน (ประมาณ 420 พันล้านบาท) ขณะที่เงินสำรองคงเหลือเพียง 28.3 พันล้านหยวน

2. ความล้มเหลวในการระดมทุน

จุดแตกหักสำคัญเกิดขึ้นในกุมภาพันธ์ 2025 เมื่อการระดมทุนรอบ Series E ที่คาดหวังจะได้เงิน 40-45 พันล้านหยวน (550-620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ล้มเหลว

การลงทุน 30 พันล้านหยวนจากนักลงทุนรายใหญ่ถูกยกเลิกเมื่อบริษัทไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ได้ ซึ่งรวมถึง:

  • การเริ่มการผลิตใหม่ในโรงงานหลัก

  • การหาแหล่งเงินลงทุนร่วม (co-investment)

  • การลดหนี้สินลงในระดับที่ยอมรับได้

3. การหยุดชะงักของการผลิต

ปัญหาการเงินส่งผลให้การผลิตของเนต้าต้องหยุดชะงักในหลายโรงงาน:

  • โรงงานทงเซียง (มณฑลเจ้อเจียง): โรงงานหลักที่มีกำลังการผลิต 200,000 คันต่อปี หยุดการผลิตตั้งแต่ปลายปี 2024

  • โรงงานนานหนิง: หยุดการผลิตเมื่อกุมภาพันธ์ 2024

  • โรงงานอี่ชุน: ปิดการผลิตเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วน

ผลกระทบต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

พนักงาน

  • จำนวนพนักงานลดลงจาก 7,932 คน เป็น 5,000 คน

  • พนักงานที่เหลือถูกลดเงินเดือน 75% จากระดับเดิม

  • ผู้บริหารระดับสูงถูกลดเงินเดือนถึง 30%

  • การจ่ายเงินเดือนล่าช้าและไม่สม่ำเสมอ


ซัพพลายเออร์

เจ้าหนี้และซัพพลายเออร์หลายรายมาประท้วงที่สำนักงานใหญ่ในเซี่ยงไฮ้ เรียกร้องเงินค้างชำระ บางรายถึงกับนอนค้างคืนในอาคาร บริษัทเสนอให้แปลงหนี้ 70% เป็นหุ้น แต่ได้รับการตอบรับที่ไม่ดีนัก

ดีลเลอร์

ดีลเลอร์กว่า 20 รายจากเครือข่ายกว่า 300 แห่งทั่วประเทศจีนมาชุมนุมที่โรงงานทงเซียง เรียกร้อง:

  • เงินชดเยียะสำหรับการดำเนินงานขาดทุนตั้งแต่กันยายน 2024

  • การคืนเงินจ่ายล่วงหน้าสำหรับรถที่ไม่ได้รับมอบ

  • การรับประกันการดำเนินงานในอนาคต

 

ผลกระทบต่อตลาดต่างประเทศ: กรณีศึกษาประเทศไทย

ข้อมูลทางการเงินของ Neta Auto (Thailand)

บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด ที่จดทะเบียนเมื่อ 1 ธันวาคม 2021 ด้วยทุนจดทะเบียน 232 ล้านบาท กลายเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนผลกระทบของวิกฤตบริษัทแม่

ผลการดำเนินงานปี 2023:

  • รายได้รวม: 6,321.70 ล้านบาท (เติบโต 331.18% จากปี 2022)
  • ขาดทุนสุทธิ: 1,808.56 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 2,338.99% จากกำไร 80.77 ล้านบาทในปี 2022)
  • ต้นทุนขาย: 6,987.26 ล้านบาท (สูงกว่ารายได้ 665.56 ล้านบาท)
  • หนี้สินรวม: 9,022.68 ล้านบาท (สูงกว่าสินทรัพย์รวม 7,350.20 ล้านบาท)

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหาร

สิ่งที่น่าตกใจคือการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการบริหารของเนต้าไทย:

  • 2022: มีผู้บริหารจีนหลายคนเป็นกรรมการ

  • 2024-2025: ผู้บริหารจีนลาออกทีละคน

  • พฤษภาคม 2025: เหลือ นางสาวสรินยา ศรีไทย (อดีตพนักงานขายตำแหน่ง Sale Operation Specialist) เป็นกรรมการคนเดียว

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2025 นางสาวสรินยาได้เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ อ้างว่าถูกหลอกให้เซ็นรับเป็นกรรมการคนเดียว ขณะที่เดิมตกลงกับผู้บริหารจีนว่าจะมีกรรมการ 2 คน

ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน

โรงงานบางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี ที่รับประกอบรถเนต้าประกาศแผนปลดพนักงาน 400 คน สอดคล้องกับ:

  • ยอดขายใน 11 เดือนแรกของปี 2024: 6,534 คัน (ลดลง 45.8%)

  • การปิดตัวของดีลเลอร์หลายราย

  • การขายรถแบบ "Cut Loss" โดยดีลเลอร์ที่เหลือตั้งราคา NETA V-II ที่ 399,000 บาท หรือต่ำกว่า

วิเคราะห์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม

1. สัญญาณเตือนสำหรับผู้ผลิตรายเล็ก

การล้มละลายของเนต้าเป็นสัญญาณเตือนสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายเล็กในจีนที่จำนวนมากกว่า 300 บริษัท ปัจจุบันเหลือเพียง 10-15 บริษัทเท่านั้นที่สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การรวมตัวของอุตสาหกรรม

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าจีนจะเข้าสู่ยุคการรวมตัว (Consolidation) อย่างเข้มข้น โดยเหลือเพียงผู้เล่นหลักไม่เกิน 5-7 บริษัท ประกอบด้วย:

  • BYD (ผู้นำตลาดปัจจุบัน)

  • Tesla (ในจีน)

  • Li Auto, NIO, XPeng (กลุ่มรถไฟฟ้าพรีเมียม)

  • SAIC, Geely (กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิม)


3. ผลกระทบต่อการลงทุนข้ามชาติ

กรณีของเนต้าในประเทศไทยสะท้อนถึงความเสี่ยงของการลงทุนจากผู้ประกอบการจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะ:

  • ความเสี่ยงด้านการกำกับดูแล (Governance Risk)

  • การถ่ายโอนความรับผิดชอบให้พนักงานท้องถิ่น

  • ปัญหาการจ่ายหนี้เป็นสินค้าแทนเงินสด

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ

นายกิตติพงษ์ อุรพีพัฒนกุล นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า “กรณีของเนต้าเป็นบทเรียนสำคัญว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงต้องมาพร้อมกับการบริหารการเงินที่มีวินัย และการวางกลยุทธ์ระยะยาวที่ชัดเจน”

ดร.สมชาย ศรีสมิต นักเศรษฐศาสตร์การเงิน วิเคราะห์ว่า “ปัญหาของเนต้าสะท้อนถึงฟองสบู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่มีการลงทุนมากเกินความจำเป็น การปรับตัวครั้งนี้จะทำให้อุตสาหกรรมมีความแข็งแกร่งมากขึ้นในระยะยาว”

บทเรียนสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ

    •    การบริหารกระแสเงินสด: การขายได้มากไม่ได้หมายความว่าจะทำกำไรได้ การควบคุมต้นทุนและการบริหารกระแสเงินสดมีความสำคัญมากกว่าการขยายยอดขาย
    •    การวางตำแหน่งแบรนด์: การเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายจากตลาดราคาประหยัดไปสู่ตลาดระดับบนต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ
    •    การกระจายความเสี่ยง: การพึ่งพาตลาดเดียวอย่างมากเกินไปเป็นความเสี่ยงสูง การขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศควรเริ่มตั้งแต่เนิ่นๆ
    •    การกำกับดูแลกิจการ: สำหรับการลงทุนข้ามชาติ การมีระบบการกำกับดูแลที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมีความสำคัญต่อการปกป้องผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

อนาคตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า

แม้ว่าการล้มละลายของเนต้าจะเป็นข่าวร้ายสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรับตัวของอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในระยะยาว

การคาดการณ์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกในระยะ 5 ปีข้างหน้า:
    •    ตลาดรวมจะเติบโตต่อเนื่องที่อัตรา 15–20% ต่อปี
    •    จำนวนผู้ผลิตจะลดลงจากการรวมตัวและการล้มละลาย
    •    ผู้ผลิตที่เหลืออยู่จะมีความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพสูงขึ้น
    •    เทคโนโลยีจะพัฒนาเร็วขึ้นเนื่องจากการแข่งขันในระดับสูง

บทสรุป

การล้มละลายของเนต้าเป็นมากกว่าการสิ้นสุดของแบรนด์หนึ่ง แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของการแข่งขันที่เข้มข้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนไทย เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญในการประเมินความเสี่ยงและการเลือกพันธมิตรทางธุรกิจในยุคโลกาภิวัตน์


รายงานพิเศษนี้จัดทำขึ้นจากการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ รวมถึงงบการเงิน รายงานของสื่อจีน และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม

  • Slide 1
  • Slide 2
  • Slide 3
  • Slide 4
  • Slide 5