ส่งออกไทยโตแต่มูลค่าเพิ่มหด: วิกฤตเงียบภาคอุตสาหกรรม

ส่งออกไทยโตแต่มูลค่าเพิ่มหด: วิกฤตเงียบภาคอุตสาหกรรม

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

สศช. เปิดผลวิเคราะห์สะท้อนปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย มูลค่าเพิ่มจากต่างประเทศในสินค้าส่งออกพุ่งสูงขึ้น ขณะที่มูลค่าเพิ่มในประเทศถดถอย

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยข้อมูลน่าวิตกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการส่งออกและภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ความไม่สอดคล้องระหว่างการส่งออกและการผลิต

ในอดีตที่ผ่านมา ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมและมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยมักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน แต่ข้อมูลล่าสุดกลับแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ:

  • ปี 2567: การส่งออกสินค้าขยายตัวร้อยละ 5.8 แต่การผลิตอุตสาหกรรมกลับหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
  • ไตรมาสแรกของปี 2568: มูลค่าการส่งออกเติบโตสูงถึงร้อยละ 15.0 ขณะที่การผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวเพียงร้อยละ 0.6 เท่านั้น

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าภาคการผลิตอุตสาหกรรมฟื้นตัวช้ากว่าการส่งออกสินค้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในหมวดยานยนต์ ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และเหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

การวิเคราะห์มูลค่าเพิ่มทางการค้า (Trade in Value-Added)

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดย สศช. ผ่านการคำนวณมูลค่าเพิ่มทางการค้าจากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิตหลายภูมิภาค (MRIO) ซึ่งรวบรวมโดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) แสดงให้เห็นแนวโน้มที่น่ากังวล:

  • มูลค่าเพิ่มในประเทศ (Domestic value-added): ในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา สัดส่วนมูลค่าเพิ่มที่ไทยได้รับจากการส่งออกสินค้าปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • มูลค่าเพิ่มจากต่างประเทศ (Foreign value-added): สัดส่วนมูลค่าเพิ่มจากต่างประเทศที่แฝงอยู่ในการส่งออกสินค้าไทยกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากประเทศจีน

ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่า สินค้าส่งออกของไทยกำลังพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศลดน้อยลง

การจำแนกกลุ่มอุตสาหกรรมตามความเสี่ยง

สศช. ได้จำแนกอุตสาหกรรมไทยออกเป็น 2 กลุ่มตามระดับการพึ่งพามูลค่าเพิ่มจากต่างประเทศ:

1. กลุ่มที่พึ่งพามูลค่าเพิ่มจากต่างประเทศในเกณฑ์สูง (FVA > 50%) โดยเฉพาะจากจีน ได้แก่:

  • ถ่านโค้กและปิโตรเลียม
  • ผลิตภัณฑ์เคมี
  • แร่อโลหะอื่นๆ
  • โลหะมูลฐานและโลหะประดิษฐ์
  • เครื่องจักรและเครื่องมือ

2. กลุ่มที่พึ่งพามูลค่าเพิ่มจากต่างประเทศน้อยกว่า (FVA < 50%) แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ได้แก่:

  • อุตสาหกรรมอาหาร
  • เสื้อผ้าและสิ่งทอ
  • เครื่องหนังและรองเท้า
  • ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้
  • กระดาษและผลิตภัณฑ์
  • ยางและพลาสติก
  • อุปกรณ์ไฟฟ้า
  • ยานยนต์ รถพ่วงและรถกึ่งพ่วง
  • การผลิตอื่นๆ

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย

ตามที่ สศช. ระบุ อุตสาหกรรมไทยยังกำลังเผชิญกับความท้าทายเพิ่มเติม:

  1. มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา: คาดว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทย
     
  2. การไหลเข้าของสินค้าจากจีน: สินค้านำเข้าจากจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่า ทำให้ต้องแข่งขันทางด้านราคาที่รุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
     

แนวทางการแก้ไขปัญหาตามข้อเสนอของ สศช.

สศช. ได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการค้าจากปัจจัยการผลิตภายในประเทศ ดังนี้:

  1. ทบทวนสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน: ภาครัฐควรพิจารณาทบทวนสิทธิประโยชน์ที่ให้กับนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยเน้นผู้ลงทุนที่สามารถสร้างความเชื่อมโยงและมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และสตาร์ทอัพ
     
  2. ควบคุมและติดตามการใช้วัตถุดิบในประเทศ: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local contents) ในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย
     
  3. สนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม: ภาครัฐควรส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศจากการส่งออกสินค้า

บทสรุป

ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของ สศช. สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย ที่แม้จะส่งออกได้มากขึ้น แต่กลับสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้น้อยลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญต่อแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการค้าจากปัจจัยการผลิตภายในประเทศ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตไทยและการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศจากการส่งออกสินค้าให้ได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การเติบโตของภาคการส่งออกสามารถสร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้กับประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน

ที่มา:
มูลค่าเพิ่มจากการส่งออกสินค้าไทย: กับดักและความท้าทายทางเศรษฐกิจ