
ส.อ.ท. เสนอมาตรการรับมือวิกฤตตะวันออกกลางและหนุน SME ไทย
24 มีนาคม 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
ส.อ.ท. เสนอ “คู่มือทางรอด 5 ข้อ” เพื่อช่วยภาคอุตสาหกรรมและ SME ไทยรับมือวิกฤตตะวันออกกลางและความผันผวนของต้นทุน-ซัพพลายเชน
-
เน้นให้ธุรกิจสำรองเงินสด 3–6 เดือน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันด้านสภาพคล่องและเพิ่มความยืดหยุ่นทางธุรกิจในภาวะไม่แน่นอน.
-
ผลักดันความร่วมมือระหว่าง ส.อ.ท. หน่วยงานรัฐ เอกชน และ ธปท. เพื่อให้ SME เข้าถึงแหล่งทุน ความรู้ และยกระดับศักยภาพให้เติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืน
ส.อ.ท. โดย นายชนะ ภูมี ได้เสนอ 5 มาตรการ เพื่อเป็น "คู่มือทางรอด" ให้ภาคอุตสาหกรรมและ SME ไทย รับมือวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ ต้นทุนการผลิต และ ห่วงโซ่อุปทาน ผันผวน ข้อเสนอสำคัญคือการ สำรองเงินสด 3-6 เดือน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่นทางธุรกิจในภาวะไม่แน่นอน พร้อมชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่ธุรกิจต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายจากสถานการณ์โลก
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้แสดงบทบาทเชิงรุกในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นายชนะ ภูมี รองประธาน ส.อ.ท. ได้นำเสนอ "คู่มือทางรอด 5 ข้อ" ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม และเน้นการให้ความช่วยเหลือ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
วิกฤตในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ต้นทุนการผลิต และ ห่วงโซ่อุปทาน ของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ ราคาพลังงาน และ ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะยังคงส่งผลต่อเนื่องไปถึงเดือนมีนาคม 2569 สถานการณ์เช่นนี้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อผลกำไรและสภาพคล่องของธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SME ที่มักมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการปรับตัวที่รวดเร็ว
หนึ่งในข้อแนะนำที่สำคัญและเร่งด่วนที่ ส.อ.ท. เน้นย้ำคือ การให้ภาคธุรกิจพิจารณา สำรองเงินสด ไว้ใช้จ่ายประมาณ 3-6 เดือน เพื่อเป็นเกราะป้องกันและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การมีสภาพคล่องที่เพียงพอจะช่วยให้ SME สามารถประคับประคองธุรกิจผ่านช่วงเวลาที่ท้าทาย รวมถึงสามารถชำระค่าใช้จ่ายคงที่และบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสให้ธุรกิจประเมินและปรับปรุงแผนการบริหารความเสี่ยงโดยรวม
นอกจากการบริหารจัดการภายในองค์กรแล้ว ส.อ.ท. ยังคงเดินหน้าทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับธุรกิจที่มีศักยภาพให้สามารถเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นได้ในระยะยาว การทำงานร่วมกันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ และสนับสนุนให้ SME ไทย สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและความรู้ที่จำเป็นต่อการพัฒนาและปรับตัวให้เท่าทันกับพลวัตของเศรษฐกิจโลก
ดังนั้น การตระหนักถึงความท้าทายที่มาพร้อมกับวิกฤตการณ์ภายนอกประเทศ และการนำข้อเสนอแนะจาก ส.อ.ท. ไปปรับใช้ จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ SME ไทย สามารถสร้างภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างความยืดหยุ่น และพร้อมที่จะคว้าโอกาสใหม่ๆ ในอนาคตได้อย่างมั่นคงยั่งยืน






