
กรุงเทพฯ ถอดบทเรียนแผ่นดินไหว: ยกระดับความพร้อมรับมือภัยพิบัติในอนาคต
8 กรกฎาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
ถอดบทเรียนแผ่นดินไหวกับอนาคตการจัดการความพร้อมของ กทม ในรายการคิด คิดเพื่อชาติ ช่อง TNN 2
เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.4 แมกนิจูดในเมียนมาที่ส่งผลกระทบถึงประเทศไทย ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่กระตุ้นให้กรุงเทพมหานครเร่งยกระดับมาตรการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความปลอดภัยของอาคารและระบบเตือนภัย
ผลกระทบและบทเรียนที่ได้รับ
แผ่นดินไหวครั้งนี้ได้เผยให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนเกี่ยวกับความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร โดยเฉพาะอาคารที่ก่อสร้างก่อนปี 2550 ซึ่งเป็นปีที่มีการประกาศใช้กฎกระทรวงควบคุมอาคารด้านการต้านทานแผ่นดินไหวฉบับใหม่ แม้ว่าอาคารเก่าบางแห่งจะพบรอยร้าว แต่หลายแห่งก็ยังคงแข็งแรง ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง เหตุการณ์นี้ยังเป็นตัวเร่งให้เกิดการนำระบบ Cell Broadcast มาใช้ในการแจ้งเตือนภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยมีการหารือกันมานานแต่ยังไม่มีการดำเนินการ นอกจากนี้ยังส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประชาชนในกรุงเทพฯ รวมถึงวิศวกรอาสาที่ให้ความช่วยเหลือในการประเมินความปลอดภัยของอาคารผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Traffy Fondue
มาตรฐานอาคารและนวัตกรรม
ประเทศไทยมีการปรับปรุงมาตรฐานอาคารเพื่อต้านทานแผ่นดินไหวอย่างต่อเนื่อง โดยฉบับล่าสุดคือ กฎกระทรวงปี 2564 ซึ่งครอบคลุมประเภทอาคารและพื้นที่เสี่ยงภัยที่ครอบคลุมมากขึ้น อาคาร APAC Tower เป็นตัวอย่างของอาคารใหม่ที่ก่อสร้างภายใต้มาตรฐานปี 2564 และไม่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความจำเป็นในการตรวจสอบอาคารเก่าอย่างละเอียด เนื่องจากแผ่นดินไหวคลื่นยาวสามารถสร้างความเครียดสะสมให้กับโครงสร้างได้
เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้หรือพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่:
-
ระบบเตือนภัยล่วงหน้าและแผนอพยพ: แม้จะมีระบบเตือนภัยอยู่แล้ว แต่กระบวนการอพยพจำเป็นต้องเป็นระบบมากขึ้น โดยมีจุดรวมพลและเส้นทางหลบหนีที่ชัดเจน
-
การออกแบบโครงสร้างและเทคโนโลยีการก่อสร้าง: รวมถึงการใช้ระบบฐานรากแยกอาคาร (Base Isolation) และอุปกรณ์ลดแรงสั่นสะเทือน (Damping Devices) เพื่อควบคุมการแกว่งของอาคาร รวมถึงการใช้ BIM (Building Information Modeling) เพื่อจำลองการต้านทานแผ่นดินไหว
การตอบสนองและการเตรียมพร้อมของกรุงเทพมหานคร (กทม.)
ระหว่างเกิดแผ่นดินไหว กทม. ได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเพื่อประสานงานและประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว มาตรการที่ดำเนินการรวมถึงการเปิดสวนสาธารณะ 24 ชั่วโมงเพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราว เนื่องจากปัญหาการจราจรติดขัดและความไม่แน่ใจของประชาชนในการกลับบ้าน กทม. ยังใช้ Traffy Fondue เพื่อให้ประชาชนรายงานความเสียหายของอาคาร โดยแบ่งประเภทปัญหาตามความรุนแรง (เขียว เหลือง แดง) นอกจากนี้ยังมีการรณรงค์ "BANGKOK We are OK!" เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของเมืองสำหรับการท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย และมีการสื่อสารข้อมูลหลายภาษา (รวมถึงภาษาเมียนมา) เพื่อเข้าถึงประชากรที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด กทม. ตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับปรุงแผนการอพยพและอาจกำหนดจุดรวมพลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และมีแผนที่จะเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญโดยการส่งผู้เชี่ยวชาญไปฝึกอบรมในต่างประเทศ โดยเรียนรู้จากประเทศต่างๆ เช่น อิสราเอล
ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง (จากทั้งภาครัฐและเอกชน)
-
การฝึกซ้อมอพยพเป็นประจำ: ควรมีการฝึกซ้อมอพยพจากแผ่นดินไหวเป็นประจำ เช่นเดียวกับการฝึกซ้อมหนีไฟ
-
แรงจูงใจในการปรับปรุงอาคาร: รัฐบาลอาจเสนอมาตรการจูงใจทางภาษีหรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการปรับปรุงอาคารเก่าให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยปัจจุบัน
-
การอนุมัติที่รวดเร็ว: ปรับปรุงกระบวนการพิจารณา EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) และใบอนุญาตก่อสร้างสำหรับโครงการที่ตรงตามมาตรฐานความปลอดภัยสูง
-
การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเตรียมพร้อม: ให้ความรู้แก่สาธารณชน โดยเฉพาะเด็กๆ (เช่น การใช้เครื่องจำลองแผ่นดินไหวเคลื่อนที่ในโรงเรียนเหมือนในญี่ปุ่น) เกี่ยวกับวิธีรับมือกับภัยพิบัติ
ผู้เข้าร่วมรายการและความเห็น:
รายการนี้มี คุณเบญจมาลักช์ ยาซุอิ เป็นผู้ดำเนินรายการ และมีผู้เข้าร่วมให้ความเห็น 2 ท่าน ได้แก่:
-
ดร. สิรินทร์ อัครพันธ์ (กรรมการบริหาร บริษัท เอแพค แลนด์ จำกัด )
-
ความเห็น:
ในฐานะนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เชี่ยวชาญด้านอาคารสูง เราให้ความสำคัญกับการออกแบบและก่อสร้างอาคารที่สามารถต้านทานแผ่นดินไหว โดยปฏิบัติตามมาตรฐานกฎหมายอย่างเคร่งครัด ดร. สิรินทร์ได้เน้นถึงการพัฒนามาตรฐานอาคารต้านทานแผ่นดินไหวในประเทศไทย โดยเฉพาะกฎกระทรวงปี 2550 และ 2564 เธอชี้ให้เห็นว่าอาคารที่บริษัทสร้างตามมาตรฐานปี 2564 ไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว
นอกจากนี้ ดร. สิรินทร์ยังเน้นความสำคัญของการตรวจสอบอาคารเก่าอย่างละเอียด และเสนอให้มีการใช้เทคโนโลยีเตือนภัยล่วงหน้าและระบบอพยพ รวมถึงการออกแบบโครงสร้างที่ทันสมัยและเทคโนโลยีการก่อสร้าง เช่น Base Isolation และ BIM เธอยังแนะนำให้มีการฝึกซ้อมอพยพอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ภาครัฐมีมาตรการจูงใจสำหรับการปรับปรุงอาคาร การอนุมัติ EIA อย่างรวดเร็วสำหรับอาคารที่มีความปลอดภัยสูง และการสร้างวัฒนธรรมการเตรียมพร้อมโดยเริ่มจากการให้ความรู้แก่เด็กๆ
ดร. สิรินทร์ย้ำว่าการลงทุนในความปลอดภัยคือการลงทุนในอนาคต
-
นายเอกวรัญญู อมรพันธ์ (โฆษกกรุงเทพมหานคร)
-
ความเห็น: อธิบายถึงผลกระทบเร่งด่วนของแผ่นดินไหวต่อกรุงเทพฯ ทั้งในด้านความเชื่อมั่นของประชาชน ความปลอดภัยของอาคาร และเศรษฐกิจ เขายกตัวอย่างผลลัพธ์เชิงบวก เช่น การนำระบบ Cell Broadcast มาใช้ และชื่นชมความร่วมมือของประชาชนและวิศวกรอาสาในการประเมินความปลอดภัยของอาคารผ่าน Traffy Fondue นายเอกวรัญญูยังได้อธิบายถึงการตอบสนองของ กทม. ในทันทีหลังเกิดเหตุ โดยมีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการ เปิดสวนสาธารณะเป็นที่พักพิงชั่วคราว และสื่อสารข้อมูลหลายภาษา เขายอมรับถึงความจำเป็นในการปรับปรุงจุดอพยพและแผนการเตรียมพร้อมอย่างต่อเนื่อง และกล่าวว่า กทม. มีแผนที่จะเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ โดยอาจส่งผู้เชี่ยวชาญไปฝึกอบรมในต่างประเทศ นอกจากนี้เขายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่รัฐบาลสร้างและรักษาความไว้วางใจของประชาชนผ่านข้อมูลที่รวดเร็วและถูกต้อง
ผู้เข้าร่วมรายการทั้งสองท่านเห็นพ้องต้องกันถึงความสำคัญของการเรียนรู้จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เพื่อปรับปรุงมาตรการเตรียมพร้อมและมาตรการความปลอดภัยในกรุงเทพฯ และประเทศไทยในอนาคต รายการ “คิดเพื่อชาติ” ที่เผยแพร่ทาง TNN2 คือการนำเสนอวิสัยทัศน์และแนวคิดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติและประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญและภาคส่วนต่างๆ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อสร้างความเข้าใจและแนวทางพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
