
3 รุ่น 1 ปรัชญา ส่งต่ออาณาจักรเครือสหพัฒน์ข้ามยุคสมัย
10 มิถุนายน 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
‘เครือสหพัฒน์’ อีกหนึ่งในอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ของไทย มีบริษัทในเครือมากกว่า 200 บริษัท เริ่มต้นจากร้านค้าขนาดเล็กช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่การเป็นเบอร์หนึ่งในวงการสินค้าอุปโภคบริโภคของไทย โดยมี ‘ดร.เทียม โชควัฒนา’ เป็นผู้บุกเบิกหลักจากจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจค้าขายที่อยู่ในสายเลือด เริ่มต้นด้วยการเป็นพนักงานในร้าน ‘เปียวฮะ’ ของบิดาในย่านทรงวาด เมื่อปี 2474 ซึ่งเป็นร้านขายส่งนม น้ำตาล แป้งหมี่ น้ำมันและสินค้าอื่นที่นำเข้า
ในยุคแรกของร้านเปียวฮะ นำเข้าสินค้าผ่านตัวแทนบริษัทต่างชาติ เช่น บอร์เนียว มิตซุย แองโกล-ไทย รวมถึงการติดต่อสั่งซื้อสินค้าตรงกับร้านค้าในฮ่องกง สิงคโปร์และมาเก๊า โดยเมื่อสินค้ามาถึงร้านจะมีพี่ชายที่ทำหน้าที่หลงจู๊ของร้านเป็นผู้ตั้งราคาและเปิดบิลให้กับลูกค้า ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้การตลาดนอกห้องเรียนผ่านหลงจู๊ของร้าน ‘ดร.เทียม’ ได้เสนอไอเดียการตลาดเชิงรุกจากเดิมที่รอให้ลูกค้ามาสั่งซื้อที่ร้าน เพิ่มโอกาสการค้าด้วยการขี่จักรยานออกรับคำสั่งซื้อด้วยตัวเองทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น
จุดเปลี่ยนที่ 1 แยกมาตั้งร้านเฮียบเซ่งเชียง
‘ดร.เทียม’ ทำงานที่ร้านเปียวฮะ 10 ปี จากเงินเดือน 6 บาท เพิ่มเป็น 22 บาท จนกระทั่งได้แยกตัวออกมาตั้งร้าน ‘เฮียบเซ่งเชียง’ ในปี 2485 พร้อมกับปรับโมเดลธุรกิจใหม่จากการขายสินค้าต้องแบกสินค้าที่มีน้ำหนักมากไปให้ลูกค้า เช่น ข้าวสาร น้ำตาล ได้ปรับมาเป็นการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เสื้อผ้า ยารักษาโรค เครื่องกระป๋อง แต่ในช่วงดังกล่าวเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้สินค้าจากต่างประเทศขาดแคลนเพราะเรือขนส่งสินค้าเข้าประเทศไม่มาก จึงต้องออกไปซื้อสินค้าในต่างประเทศเองทำให้เป็นเงื่อนไขบังคับให้เพิ่มความหลากหลายของสินค้า เช่น กระติกน้ำ ถ่านไฟฉาย ยากันยุง หีบเพลง
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ ‘ดร.เทียม’ ต้องจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเพื่อแยกทำการค้ากับสินค้าแต่ละกลุ่ม โดยปี 2489 ตั้งบริษัทฮิบเฮงฮงเพื่อทำการค้ากับฮ่องกง , ปี 2492 ร่วมทุนตั้งบริษัทเกียงแซขึ้น เพื่อจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองและเกษตร รวมทั้งปี 2495 ตั้งบริษัทเคียวโกะ เพื่อทำการค้ากับญี่ปุ่น ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ในปี 2495 เมื่อเปลี่ยนชื่อ ‘เฮียบเซ่งเชียง’ เป็น “บริษัทสหพัฒนพิบูล จำกัด” และแบ่งแผนกธุรกิจจำหน่ายสินค้าหลายกลุ่มทั้งเครื่องเคลือบ เครื่องเหล็ก เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม
‘เฮียบเซ่งเชียง’ ประกอบด้วยคำ 3 คำ ที่มีความหมายถึง ‘สหพัฒนพิบูล’ ซึ่ง ‘ดร.เทียม’ มักจะอธิบายความหมายที่ซ่อนอยู่ให้คนรอบข้างฟัง ดังนี้
- ‘เฮียบ’ มีเสาหลักที่ประกอบด้วยกำลังทั้ง 3 คือ กำลังที่ 1 ความร่วมมือจากพนักงานที่ขยันและอดทน , กำลังที่ 2 ความร่วมมือจากสถาบันการเงินที่ทำให้บริษัททำธุรกิจได้ราบรื่น และกำลังที่ 3 การสนับสนุนจากลูกค้าและร้านค้า
- ‘เซ่ง’ คือ ความสำเร็จ
- ‘เซียง’ คือ ความเจริญรุ่งเรือก้าวหน้า
จุดเปลี่ยนที่ 2 เริ่มเข้าสู่ภาคการผลิต
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้งอยู่ที่การตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจภาคการผลิตเมื่อ ‘ดร.เทียม’ เห็นโอกาสทางธุรกิจจากการสั่งซื้อแชมพูและยาสีฟันจากบริษัทไลอ้อน ญี่ปุ่น เมื่อปี 2501 มาจำหน่ายได้การตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคจนต้องสั่งเครื่องจักรมาแพ็คแชมพูเองเพื่อให้มีสินค้าทันความต้องการของผู้บริโภค ถัดจากนั้นไม่นานรัฐบาลเริ่มตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยเพื่อป้องกันเงินตราไหลไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังจะเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 เมื่อปี 2504 ที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
หลังจากมีประสบการณ์ในภาคการผลิตมาประมาณ 10 ปี ‘ดร.เทียม’ ตัดสินใจตั้งบริษัทสหพัฒนา อินเวสเมนต์ ในปี 2515 ทุนจดทะเบียน 6 ล้านบาท เพื่อดูแลด้านการลงทุนโรงงานของเครือสหพัฒน์ แต่การตั้งโรงงานในกรุงเทพฯ มีข้อจำกัดเรื่องที่ดินที่ราคาสูงขึ้นต่อเนื่องจะกระทบการขยายโรงงานในอนาคต ซึ่งทำให้มองหาที่ดินในหลายพื้นที่ และจากประสบการณ์ดูงานที่ญี่ปุ่นจึงตัดสินใจซื้อที่ดินในภาคตะวันออกที่ติดทะเลตามแนวคิดการพัฒนาของญี่ปุ่นที่มีการขยายตัวไปทางชายฝั่งทะเลตะวันออกที่มีความพร้อมด้านท่าเรือขนส่ง
ในที่สุด ‘ดร.เทียม’ ตัดสินใจซื้อที่ดินแปลงใหญ่ 700 ไร่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี สร้าง “สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒนฯ ศรีราชา” และมีการขยายพื้นที่เป็น 1,500 ไร่ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาในรูปแบบสวนที่จะสร้างความร่มรื่นให้กับคนทำงาน ถือเป็นคาดการณ์ที่ถูกต้องของ ‘ดร.เทียม’ เพราะที่ดินแปลงนี้ห่างจากท่าเรือแหลมฉบังไม่ถึง 10 กิโลเมตร เมื่อสวนอุตสาหกรรมแห่งนี้สร้างเสร็จมีโรงงาน 50 แห่ง มีแรงงาน 20,000 คน มีโรงงานผลิตผงซักฟอก เสื้อผ้า เส้นใย อาหาร โทรทัศน์และจักรคอมพิวเตอร์ ในขณะที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งอื่นยังอยู่ในช่วงการก่อสร้าง
“หากเราไม่หันเหไปในแนวทางด้านอุตสาหกรรม โอกาสที่จะอยู่รอดในอนาคตก็ไม่มี” แนวคิดที่ ‘ดร.เทียม’ อธิบายถึงการเข้าสู่ธุรกิจภาคการผลิตที่บันทึกไว้ในหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานดินฝังศพนายเทียม โชควัฒนา

การตัดสินใจตั้งบริษัทบริษัทสหพัฒนา อินเวสเมนต์ สอดคล้องกับไปการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (2515-2519) ที่รัฐบาลต้องการยกระดับภาคการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าไปสู่การผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อปี 2520 และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทสหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด เมื่อปี 2527 รวมทั้งวันที่ 9 พ.ย.2537 ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน จำกัด
การส่งไม้ต่อรุ่นที่ 2 ยุค ‘บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา’
‘ดร.เทียม’ ได้เตรียมตัวเกษียณในช่วง 5 ปี ก่อนเสียชีวิต ด้วยการปล่อยให้ลูกหลานบริหารงานอย่างไม่เป็นทางการ แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมายังคงเข้าไปช่วยแก้ปัญหาหลายอย่างให้ลูกหลาน โดยมีแนวคิดการทำงานของ ‘ดร.เทียม’ ที่ถ่อยทอดให้ลูกหลานใช้เป็นแนวทางในการใช้ชีวิตและการทำงานมี 5 ข้อ
- ขยัน อดทน
- สร้างความเชื่อมถือ (สร้าง Credit)
- คบคนดี
- ไม่สร้างศัตรู
- ไม่เอาเปรียบคนอื่น
‘บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา’ บุตรชายคนที่ 3 รับไม้ต่อในการบริหารเครือสหพัฒน์ต่อจาก ‘ดร.เทียม’ ที่เสียชีวิตในปี 2534 ในตำแหน่งประธานสหกรุ๊ป โดยเมื่อย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของ ‘บุณยสิทธิ์’ เริ่มต้นด้วยการรับหน้าที่เป็นผู้สั่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 2498 ด้วยวัยเพียง 18 ปี หลังจาก ‘ดร.เทียม’ ตั้งบริษัทเคียวโกะ เมื่อปี 2495 เพื่อนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่น ทำให้ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นถึง 6 ปีเต็ม และได้เรียนรู้ลักษณะการทำธุรกิจแบบญี่ปุ่น หลังกลับมาจากญี่ปุ่นได้มาเป็นกรรมการผู้จัดการคนแรกของบริษัทไลอ้อน (ประเทศไทย)
จุดเด่นของ ‘บุณยสิทธิ์’ ที่บิดาเคยระบุไว้อยู่ที่การเป็นคนกล้าตัดสินใจบวกกับการเป็นคนมองไกลและมองลึก จึงทำให้บิดาวางใจการทำงาน โดย ‘บุณยสิทธิ์’ เป็นผู้ผลักดันให้สหพัฒน์ปรับโครงสร้างธุรกิจจากเดิมนำเข้าสินค้ามาจำหน่ายเป็นการดึงพันธมิตรต่างประเทศมาร่วมทุนตั้งโรงงานผลิตสินค้า ซึ่งพันธมิตรที่ดึงมาส่วนใหญ่เป็นบริษัทญี่ปุ่น เพื่อผลิตสินค้าจำหน่ายในไทยและส่งออกกลับไปญี่ปุ่น
รวมทั้งช่วงที่ ‘บุณยสิทธิ์’ เป็นผู้นำเครือสหพัฒน์ได้ขยายธุรกิจอย่างก้าวกระโดด จากการเป็นเพียงผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค สู่การเป็นผู้ผลิตและมีแบรนด์ของตนเอง รวมถึงการขยายธุรกิจไปสู่หลายสาขา เช่น vสังหาริมทรัพย์ โลจิสติกส์ และการศึกษา
108 ช็อป เป็นอีกธุรกิจที่ ‘บุณยสิทธิ์’ เพื่อขยายอาณาจักรของสหกรุ๊ปเมื่อปี 2546 โดยเป็นร้านค้าสะดวกซื้อเพื่อกระจายสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภค และให้ผู้สนใจร่วมมาธูรกิจผ่านรูปแบบเฟรนไชส์ที่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนีบม เพียงแต่ต้องสั่งซื้อสินค้าเครือสหพัฒน์ไม่น้อยกว่า 50% ของสินค้าทั้งหมด
ถึงเวลา “โชควัฒนา” รุ่นที่ 3
‘ดร.เทียม’ นอกจากจะถ่ายทอดความรู้ในการบริหารธุรกิจให้กับลูกและพนักงานบริษัทแล้ว หลานก็ได้รับการถ่ายทอดความรู้ทางธุรกิจ ซึ่งในช่วงบั่นปลายชีวิตของ ‘ดร.เทียม’ มีหลายที่อยู่ในวัยประถมจนถึงวัยที่จบปริญญา โดยบางครั้งได้ได้นัดหลานๆ มารับฟังเรื่องราวการสร้างกิจการเครือสหกรุ๊ป รวมถึงการสอนให้อ่านงบดุลและการดูรายงานประจำปีของแต่ละบริษัท
‘โชควัฒนา’ รุ่นที่ 3 หลายคนมีบทบาทสำคัญในสหกรุ๊ป อาทิ
‘เวทิต โชควัฒนา’ บุตรของ ‘บุญเอก โชควัฒนา’ ซึ่งปัจจุบันรับผิดชอบหน้าที่ รองประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทสหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หนึ่งในกิจการหลักของเครือสหพัฒน์ที่แปรสภาพมาจากร้านเฮียบเซ่งเชียง รวมทั้งเป็นรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
‘พิภพ โชควัฒนา’ บุตรของ ‘บุญปกรณ์ โชควัฒนา’ กรรมการบริษัทสหพัฒน์อินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) รวมถึงรับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารบริษัท นิวซิตี้ (กรุงเทพฯ) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจจำหน่ายสินค้าแฟชั่นที่ ‘บุญปกรณ์’ เป็นผู้ก่อตั้งเพื่อขยายธุรกิจถุงน่องในเมืองไทย
‘ธรรมรัตน์ โชควัฒนา’ บุตรของ ‘บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา’ โดยปัจจุบันรับหน้าที่รองประธานกรรมการบริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจผลิตสิ่งทอของเครือสหพัฒน์ รวมทั้งเป็นกรรมการบริหารสายงานการตลาดและการขาย Wacoal บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
‘ปณิธาน ปวโรฬารวิทยา’ บุตรของ ‘ศิรินา ปวโรฬารวิทยา’ ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการบริษัทบูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าสตรีสำเร็จรูปรายแรกของไทย รวมทั้งเป็นรองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
‘ชัยลดา ตันติเวชกุล’ บุตรของ ‘บุญชัย โชควัฒนา’ ปัจจุบันเป็นกรรมการบริษัทบริษัทสหพัฒน์อินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเคยรับผิดชอบงานด้านการตลาดของบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ก่อนจะมารับหน้าที่รองกรรมการผู้อำนวยการ
‘กิตยาภรณ์ ชัยถาวรเสถียร’ บุตรของ ‘บุญเกียรติ โชควัฒนา’ ปัจจุบันเป็นกรรมการบริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจเสื้อผ้าบุรุษ เสื้อผ้าสตรี ชุดเด็กและชุดว่ายน้ำที่มีเครื่องหมายการค้า เช่น ARROW, BOBBY JONES, BEVERLY HILLS POLO CLUB, BSC, CALVIN KLIEN, ELLE, LACOSTE, Le Coq Sportif, MIZUNO
หลานๆ มีความผูกพันกับ ‘ดร.เทียม’ และในงานวันเกิดครบรอบ 76 ปี ในวันที่ 25 มิ.ย.2534 ที่ปกติทุกปีบรรดาลูกๆ จะจัดงานเลี้ยงวันเกิดให้ช่วงเย็น แต่ในครั้งนี้บรรดาหลานๆ มีการแสดงร้องเพลง โดย ‘เวทิต โชควัฒนา’ แต่งเพลงคุณปู่สร้างมา เป็นเพลงที่หลานทุกคนจะร้องให้กับ ‘ดร.เทียม’ ปู่ของหลานๆ ที่มีความหมายถึงการยกย่องบุคคลสำคัญในครอบครัว
เครือสหพัฒน์เป็นตัวอย่างที่ดีของธุรกิจครอบครัวที่สามารถเติบโตและขยายตัวได้อย่างยั่งยืน จากการเริ่มต้นที่เป็นเพียงร้านเล็กๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่การเป็นอาณาจักรธุรกิจมูลค่าแสนล้านบาท ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ผ่านการส่งต่อแนวคิดการทำธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นเป็นปรัชญาของตระกูลโชควัฒนา



















