ผ่าทิศทางเพิ่ม “ขีดความสามารถแข่งขันไทย” รับวิกฤต

ผ่าทิศทางเพิ่ม “ขีดความสามารถแข่งขันไทย” รับวิกฤต

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ปัจจุบันการพัฒนาประเทศไทยภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ด้านทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยในด้านเศรษฐกิจการพัฒนาตลอดช่วงที่ผ่านส่งผลให้รายได้ต่อหัวของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 264,607 บาทต่อคนต่อปี ในปี 2567 หรือคิดเป็น 7,496 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี 

 

อย่างไรก็ดีประเทศไทยได้รับการขยับฐานะเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle Income Country) ตั้งแต่ปี 2554 โดยมีความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ อย่างเห็นได้ชัด 

 

อย่างไรก็ตามการพัฒนาที่ผ่านมาไทยตั้งอยู่บนฐานการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง และยังมีประเด็นท้าทายสำคัญของภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศ ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สรุปไว้ภายใต้รายงานตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของไทย ประจำ ปี 2567 สรุปได้ดังนี้

 

ภาคเกษตรกรรม

การผลิตและส่งออกส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าเพิ่มน้อย การผลิตส่วนใหญ่พึ่งพาธรรมชาติ ซึ่งทำให้มีผลิตภาพการผลิตและผลิตภาพแรงงานต่ำ โดย GDP ภาคเกษตรมีมูลค่าเพียง 8% ของ GDP รวมของประเทศ ในขณะที่มีการใช้แรงงานถึง 31% ของกำลังแรงงานทั้งหมด โดยมีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มน้อย ผลตอบแทนแรงงานอยู่ในระดับต่ำ และสัดส่วนการใช้เทคโนโลยีที่ต่ำ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย

ภาคอุตสาหกรรม

จากข้อมูลชี้ให้เห็นว่า GDP ภาคอุตสาหกรรมมีมูลค่า 30% ของ GDP รวมของประเทศ และมีกำลังแรงงาน 24% ของกำลังแรงงานทั้งหมด โดยรวมยังคงอยู่ในฐานการผลิตเดิม มีการกระจุกตัวในบางกลุ่มอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ หรือพื้นที่และไม่สามารถยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง ขาดการถ่ายทอดทางเทคโนโลยีและสัดส่วนความเป็นเจ้าของของผู้ประกอบการไทยอยู่ในระดับต่ำ ต้นทุนการผลิตของไทยสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี โดยอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังคงเป็นการรับจ้างผลิต (OEM) ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างตลาดแรงงานที่ยังพึ่งพาแรงงานทักษะปานกลางถึงต่ำ

ภาคบริการ

ล่าสุด GDP ภาคบริการมีมูลค่า 60% ของ GDP รวมของประเทศ และมีกำลังแรงงาน 45% ของกำลังแรงงานทั้งหมด แรงงานส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวในภาคการท่องเที่ยวที่ขาดการพัฒนาเชิงคุณภาพ ขณะที่หลายสาขาบริการสร้างมูลค่าเพิ่มน้อย ทำให้ผลิตภาพการผลิตส่วนใหญ่มาจากแรงงานมีฝีมือ รวมทั้งภาคบริการของไทยในภาพรวมยังขาดการเชื่อมโยงกับ Digital economy อย่างเป็นระบบ

การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระยะต่อไป 

สศช. มองว่า ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายเชิงบูรณาการ โดยจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์เชิงลึกร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดลำดับความสำคัญและพิจารณาความเป็นไปได้ในการขับเคลื่อนสำหรับประเด็นที่เป็นเป้าหมายร่วมกัน เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการด้าน หรือแผนเฉพาะด้าน (Master plan) และ Conceptual Framework เพื่อให้เกิดทิศทางการดำเนินงานในภาพรวมในประเด็นที่สำคัญเร่งด่วนที่เอื้อต่อการเติบโตสู่ความยั่งยืน เช่น การปรับโครงสร้างภาคการผลิตและบริการโดยพัฒนาปัจจัยเกื้อหนุนมาเสริมจุดอ่อน โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนการพัฒนาประเด็นที่เป็นจุดแข็งของไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความได้เปรียบให้แก่ภาคเศรษฐกิจหลักที่ไทยมีต้นทุนทางทรัพยากรอยู่แล้ว เพิ่มศักยภาพ และสร้างโอกาสทางการแข่งขันในภาคเศรษฐกิจใหม่ที่จะทำให้ไทยสามารถปรับตัวได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า

ทิศทางของประเทศไทยในระยะต่อไป

ประเทศไทยจำเป็นต้องพิจารณาการเพิ่มมูลค่าและสร้างความได้เปรียบให้แก่ภาคเศรษฐกิจหลักที่ไทยมีต้นทุนทางทรัพยากรอยู่แล้ว และเพิ่มศักยภาพ สร้างโอกาสทางการแข่งขันในภาคเศรษฐกิจใหม่ที่จะทำให้ไทยสามารถปรับตัวได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า ดังนี้

ภาคการเกษตร 

เป็นภาคการผลิตที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย มีพื้นฐานที่ดีจากทักษะและความชำนาญของเกษตรกร องค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการทำเกษตรให้เหมาะสมกับภูมิประเทศ รวมถึงการประยุกต์ใช้เครื่องจักรกล และการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายระหว่างเกษตรกรและภาคเอกชน ทำให้ภาคเกษตรของไทยพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงด้านต้นทุนและราคาสินค้าเกษตร พบว่า ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นจากค่าแรง ปัจจัยการผลิต และน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นเร่งพัฒนาปัจจัยต่าง ๆ ที่จะช่วยลดข้อจำกัดและสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคเกษตร เช่น ใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมกับรูปแบบการผลิตและสภาพพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ปรับปรุงพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่ดีเหมาะกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป และพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร 

รวมทั้งการบริหารจัดการผลผลิตตลอดห่วงโซ่การผลิตเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและสร้างมูลค่าอย่างครบวงจร ส่งเสริมการผลิตเข้าสู่มาตรฐานความปลอดภัยตลอดจนผลักดันธุรกิจการให้บริการด้านการเกษตร หรือ Agricultural Service Providers (ASPs) ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรได้ง่ายขึ้น

การท่องเที่ยว

ประเทศไทยมีพื้นฐานที่ดีด้านการท่องเที่ยวที่เอื้อต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวในหลายๆ ด้าน และสามารถดึงดูดและสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ การท่องเที่ยวฐานทรัพยากรธรรมชาติ การท่องเที่ยววิถีชีวิติประเพณีที่มีอัตลักษณ์ โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกทางการท่องเที่ยว และแรงงานภาคบริการที่มีคุณภาพ 

รวมทั้งยังคงเป็นการท่องเที่ยวเชิงปริมาณและมีการกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ รวมทั้งยังคงมีประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนา เช่น การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ การกระจายแหล่งท่องเที่ยวไปยังพื้นที่เมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) การบริหารจัดการในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว (ข้อมูล ที่พัก การเดินทาง) และการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ความปลอดภัยในการเดินทางทุกรูปแบบ การเตรียมความพร้อมแหล่งท่องเที่ยวเพื่อรองรับการท่องเที่ยวคุณภาพสูงและการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน 

ดังนั้น ในระยะแรกจำเป็นต้องเร่งสร้างศักยภาพในประเด็นที่เป็นหัวใจหลัก คือ การสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ประกอบด้วย

การพัฒนาการท่องเที่ยวตามแนวคิด BCG : โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านแนวคิด Community-Based Tourism (CBT) Smart Environment ที่มีการใช้นวัตกรรมในการพัฒนาและบริหารจัดการการ ท่องเที่ยวในชุมชน เพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้เอื้อต่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

การสนับสนุนแนวคิด BCG  : โดยนำไปพัฒนาต่อยอดในด้านการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ผ่านรูปแบบการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น และเน้นการประชาสัมพันธ์จุดแข็งด้านการท่องเที่ยวตามแนวคิด BCG เพื่อให้เป็นจุดดึงดูดความสนใจใหม่ ๆ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย

 

การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าและบริการทุกรูปแบบ : ผลักดันให้มีการปรับปรุงกฎระเบียบมาตรฐานที่สอดคล้องกับธุรกิจ และอำนวยความสะดวกของการเข้ามาของนักท่องเที่ยวในระบบโครงสร้างพื้นฐาน การจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในอัตราที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการสร้างเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยว และการรักษาคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวภายในประเทศให้มีความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

การสร้างการท่องเที่ยวมูลค่าสูง : การท่องเที่ยงเชิงสุขภาพโดยเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการทางการแพทย์เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมและบริการทางการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของภูมิภาค ดังนี้


•    ปรับปรุงกลไกขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและบริการทางการแพทย์ให้มีความเหมาะสม สามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่การผลิตเครื่องมือแพทย์ อาหาร ยา การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ บริการส่งเสริมสุขภาพ และการตลาดสินค้าและบริการสุขภาพ 


•    ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบและกลไกที่เกี่ยวข้องให้เอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพ รวมทั้งกฎระเบียบการกำกับดูแลมาตรฐานการผลิตการขึ้นทะเบียน การจดสิทธิบัตร ส่งเสริมผู้ประกอบการเอกชนที่มีศักยภาพ ให้สามารถรองรับผู้รับบริการได้มากขึ้น และมีมูลค่าสูงขึ้น 


•    เร่งรัดพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และการส่งเสริมสุขภาพในสาขาที่มีความจำเป็น

 

อุตสาหกรรม

สิ่งสำคัญคือการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะเพื่อต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดยศึกษาและกระตุ้นความต้องการความต้องการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในประเทศ และต่อยอดการสร้างหรือพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ตรงกับความต้องการของภาคเอกชนและภาครัฐในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้เกิดการพัฒนาต่อยอดเป็น Smart Home & Smart Appliance, Smart Factory, Smart Hospital & Health, Smart Textile, Smart Vehicle และ Smart Farm 

รวมทั้งเร่งรัดพัฒนาทักษะด้านการบูรณาการระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (System Integrator) และทักษะที่จำเป็นอื่น ๆ ให้แก่แรงงานและนักเรียน นักศึกษา

ขณะเดียวกันยังต้องพิจารณากำหนดมาตรการเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายซึ่งได้รับผลกระทบจากประเทศผู้ผลิตเพื่อส่งออกรายใหญ่ เช่น สินค้าราคาถูกจากประเทศจีน อย่างรอบคอบ และเหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับการรับฟังและทำความเข้าใจปัญหาจากผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก

 

 

ประเด็นที่ไทยต้องพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

การพิจารณาการเติบโตที่ผ่านมาและสถานะปัจจุบันของไทยควบคู่กับตัวชี้วัดที่เป็นจุดอ่อนของประเทศไทยจากผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันโดย IMD พบว่า ไทยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยการยกระดับจุดอ่อนและพัฒนาจุดแข็งของประเด็น ดังนี้

การพัฒนาทรัพยากร

ความท้าทายในปัจจุบันด้านทรัพยากรมนุษย์และแรงงาน ซึ่งนอกเหนือจากโครงสร้างประชากรที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงขึ้น อัตราการเกิดน้อยลงและน้อยกว่าอัตราการตายนำไปสู่สัดส่วนกำลังแรงงานจะลดลงแล้ว ยังพบว่าผลิตภาพแรงงานไทยมีแนวโน้มต่ำ มีทักษะน้อยลง (Low Skill) ประกอบกับความไม่สอดคล้องระหว่างความต้องการของตลาดแรงงานและคุณภาพของแรงงาน (Skill Mismatching) 

อีกทั้งการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งในระบบสามัญและอาชีวศึกษาเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นปัญหาของปัจจัยด้านการศึกษา เช่น ระดับคะแนน PISA เฉลี่ยของไทยที่สะท้อนผลการพัฒนาทักษะบุคลกรด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการจับใจความ ซึ่งภาครัฐควรให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นต่อการต่อยอดไปยังทักษะขั้นสูงอื่น ๆ ในอนาคต 

รวมถึงปัญหาการขาดแคลนบุคลกรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งอัตราส่วนครูต่อนักเรียนที่ไม่เพียงพอ ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างพื้นฐานทรัพยากรมนุษย์ที่ยังน่ากังวล ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องเร่งผลักดันประเด็นด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเตรียมความพร้อมต่ออนาคตของตลาดแรงงาน เช่น

1. การพัฒนาคนตามช่วงวัย และสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต

โดยควรพัฒนาชุดทักษะใหม่สำหรับแรงงานรุ่นใหม่ เช่น การคิดเชิงระบบการคิดเชิงวิพากษ์ ทักษะการสื่อสาร และทักษะพื้นฐาน และทักษะชั้นสูง (STEM, Coding AI) ที่สามารถนำไปต่อยอดทักษะใหม่เพื่อสร้างประโยชน์ได้ โดยต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ใช้ระยะเวลาน้อยลง 

ทั้งนี้ สถาบันการศึกษาต้องปรับบทบาทมาเป็น Life Coach โดยปรับรูปแบบจากการให้ความรู้ ไปสู่การสอนให้นักศึกษาหาความรู้เป็น เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ได้ในอนาคต อีกทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาทักษะ (Platform & Content) ที่รัฐควรจัดทำแพลตฟอร์มและให้เอกชนจัดทำเนื้อหาแข่งขันกัน พร้อมใช้ความต้องการเป็นตัวกระตุ้น (Demand Driven) ในการพัฒนาทักษะ Upskill/Reskill 

รวมไปถึงการดึงดูดแรงงานทักษะสูง เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่แรงงานภายในประเทศ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในภาพรวม และการรับและพัฒนาแรงงานต่างด้าวที่มีศักยภาพเพื่อทดแทนประชากรวัยแรงงานที่ลดลงเช่น การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการรับและพัฒนาแรงงานต่างด้าวเพื่อให้สามารถเป็นกลไกที่มีคุณภาพในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของไทย

2.การสร้างระบบนิเวศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ดำเนินการได้ผ่านการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และพัฒนาสภาพแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศที่เหมาะสมสำหรับการส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม เพื่อน าไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะเพื่อต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่น ๆ
พร้อมกับพัฒนาแนวทางในการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี พร้อมทั้งยกระดับความสามารถทางนวัตกรรมแก่ผู้ประกอบการไทย มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่มาจากอุปสงค์ (Demand side) ที่สามารถตอบโจทย์ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศได้อย่างตรงจุด

3.การพัฒนาสภาวะแวดล้อมให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ 

โดยเสริมสร้างบรรยากาศการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม และอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) และยกระดับการส่งเสริมและพัฒนา SME ของภาครัฐให้สอดรับบริบทใหม่เพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขัน

4.การยกระดับปัจจัยเชิงสถาบันหรือการบริหารจัดการภาครัฐ

ผ่านการปรับบทบาทภาครัฐให้เป็น Smart Regulator เปลี่ยนจากผู้ให้บริการไปสู่ผู้ส่งเสริมสนับสนุนและกำกับดูแลมีความยืดหยุ่น เชื่อมต่อกับภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อยกระดับบริการสาธารณะให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนแต่ละกลุ่ม รวมทั้งพัฒนาระบบและกลไกที่ส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมการให้บริการสาธารณะแทนภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส

เช่นเดียวกับการปรับเปลี่ยนเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ โดยส่งเสริมการใช้ระบบ e-Document และสนับสนุนการพัฒนาระบบ e-Service และ Digital Service แก่หน่วยงานบริการภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้ง ตลอดจนจัดทำตัวชี้วัดประเมินผลการให้บริการเพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพการให้บริการที่ตอบโจทย์ สะดวก และโปร่งใส

ส่วนต่อมาคือ หน่วยงานภาครัฐผู้รับผิดชอบกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ควรเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและกระบวนงานที่รับผิดชอบให้มีความทันสมัยและไม่เป็นอุปสรรคในการประกอบธุรกิจหรือการดำเนินชีวิตของประชาชน

อย่างไรก็ตามหากสามารถดำเนินการได้ตามข้อแนะนำทั้งหมด อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยประคับประคองประเทศไทย มีขีดความสามารถในการแข่งขันเทียบได้หับหลาย ๆ ชาติที่กำลังแข่งขันพัฒนาอย่างเข้มข้น