
ยุทธศาสตร์การรับมือวิกฤตพลังงานโลก เจาะลึก 10 มาตรการเร่งด่วนจาก IEA เพื่อทางรอดของภาคธุรกิจ
23 มีนาคม 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
วิกฤตตะวันออกกลางทำให้อุปทานน้ำมันสะดุด ราคาพลังงานพุ่ง ธุรกิจต้นทุนเพิ่มรุนแรง
-
IEA ระบุว่ามาตรการเพิ่มอุปทานไม่พอ ต้องลดการใช้พลังงาน โดยเฉพาะภาคขนส่ง
-
เสนอ 10 มาตรการประหยัดพลังงาน เช่น WFH ลดเดินทาง ปรับโลจิสติกส์ ใช้ขนส่งสาธารณะและพลังงานไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ
ในห้วงเวลาที่ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะการปะทะกันระหว่างอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ซึ่งส่งผลให้บุคคลสำคัญระดับสูงของอิหร่านเสียชีวิตและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์นี้ได้กลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้โลกต้องเผชิญกับ การชะงักงันของอุปทานน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
เมื่อเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ซึ่งปกติจะมีปริมาณน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันไหลผ่านถึงวันละ 20 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็น 20% ของการบริโภคทั่วโลก ถูกปรับลดลงจนเหลือเพียงน้อยนิด ผลกระทบที่ตามมาคือราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะยานเกินระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันกลั่นอย่างดีเซลและก๊าซหุงต้ม (LPG) ก็ขยับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง
องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ออกมาเตือนว่า ลำพังเพียงการใช้มาตรการด้านอุปทาน เช่น การระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินจำนวน 400 ล้านบาร์เรลของประเทศสมาชิก ซึ่งถือเป็นการดึงน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กรนั้น ไม่เพียงพอที่จะชดเชย scale ของการหยุดชะงักในครั้งนี้ได้ ดังนั้น การบริหารจัดการด้านอุปสงค์ (Demand-side measures) จึงกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุดในการลดแรงกดดันต่อภาคธุรกิจและครัวเรือน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงาน
10 มาตรการลดใช้พลังงานเร่งด่วน: คู่มือสำหรับนักธุรกิจเพื่อการปรับตัวทันที
รายงานล่าสุดจาก IEA ได้เสนอแนวทาง 10 ประการที่ภาคธุรกิจและรัฐบาลสามารถนำไปใช้ได้ทันทีเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่แพงขึ้น โดยเน้นไปที่ภาคการขนส่งทางบกซึ่งครองสัดส่วนการใช้น้ำมันถึง 45% ของโลก รวมถึงภาคอุตสาหกรรมและการบิน
1. สนับสนุนการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ในตำแหน่งที่เหมาะสม มาตรการนี้จะช่วยลดการใช้น้ำมันในภาคการเดินทางและคมนาคมได้อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับองค์กรธุรกิจ การใช้ระบบการทำงานทางไกลไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนพลังงานของพนักงาน แต่ยังช่วยลดการใช้พลังงานภายในอาคารสำนักงานในช่วงที่ไม่มีพนักงานเข้าปฏิบัติงานด้วย
2. ปรับลดขีดจำกัดความเร็วบนทางหลวงลงอย่างน้อย 10 กม./ชม. การลดความเร็วในการขับขี่เป็นวิธีที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ทันที ทั้งในส่วนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถตู้ และรถบรรทุกขนส่งสินค้า สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ การควบคุมความเร็วไม่เพียงช่วยประหยัดค่าน้ำมันดีเซลที่กำลังมีราคาสูง แต่ยังช่วยลดความสึกหรอของยานพาหนะอีกด้วย
3. รณรงค์และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ธุรกิจควรสนับสนุนให้พนักงานปรับเปลี่ยนจากการใช้รถยนต์ส่วนตัวมาเป็นรถเมล์หรือรถไฟฟ้าเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง การที่บริษัทมีสวัสดิการหรือมาตรการจูงใจให้พนักงานใช้ขนส่งสาธารณะจะช่วยลดภาระค่าครองชีพของพนักงานและลดการใช้พลังงานในภาพรวมของประเทศ
4. ใช้มาตรการสลับวันใช้งานรถยนต์ส่วนบุคคลในเมืองใหญ่ การนำมาตรการหมุนเวียนป้ายทะเบียนรถ (Number-plate rotation) มาใช้ในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น จะช่วยลดปริมาณรถบนท้องถนนและลดการเผาผลาญน้ำมันในสภาพการจราจรที่ติดขัด ธุรกิจสามารถวางแผนการรับ-ส่งสินค้าหรือการนัดหมายลูกค้าให้สอดคล้องกับมาตรการดังกล่าวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง
5. เพิ่มสัดส่วนการเดินทางร่วมกัน (Car Sharing) และการขับขี่อย่างประหยัด (Eco-driving) การเพิ่มอัตราการบรรทุกต่อคัน (Occupancy rate) และการฝึกอบรมพนักงานขับรถให้มีความรู้เรื่องการขับขี่อย่างถูกวิธี จะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องลงทุนสูง เทคนิคการขับแบบประหยัดพลังงานควรถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการปฏิบัติงานในบริษัทที่มีกองยานพาหนะ
6. ปรับปรุงประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าและการกระจายสินค้า (Load Optimization) ในภาคธุรกิจพาณิชย์และขนส่ง การบริหารจัดการน้ำหนักบรรทุกให้เต็มประสิทธิภาพในทุกเที่ยวการวิ่ง และการตรวจสอบสภาพรถอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดการใช้ดีเซลที่เป็นต้นทุนหลักได้ การใช้เทคโนโลยีในการวางแผนเส้นทางจะช่วยลดการวิ่งรถเปล่าและระยะทางที่ไม่จำเป็น
7. เปลี่ยนการใช้น้ำมันก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) จากภาคขนส่งไปยังส่วนที่จำเป็น ในกรณีที่อุปทาน LPG ตึงตัว ธุรกิจที่มีรถยนต์ระบบสองเชื้อเพลิงควรหันกลับมาใช้น้ำมันเบนซินชั่วคราว เพื่อรักษาสัดส่วน LPG ไว้สำหรับภาคการหุงต้มและอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นสูงกว่า สิ่งนี้จะช่วยปกป้องกลุ่มเปราะบางที่ต้องใช้ LPG ในการประกอบอาหาร
8. ลดการเดินทางทางอากาศเพื่อธุรกิจหากมีทางเลือกอื่น การเดินทางด้วยเครื่องบินใช้เชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) ในปริมาณมหาศาล ภาคธุรกิจควรพิจารณาใช้การประชุมออนไลน์แทนการเดินทางข้ามประเทศหรือข้ามจังหวัดเพื่อลดต้นทุนและลดแรงกดดันต่อตลาดน้ำมันอากาศยาน
9. ปรับเปลี่ยนสู่โซลูชันการทำอาหารและกระบวนการความร้อนที่ทันสมัย IEA แนะนำให้เปลี่ยนจากการใช้ LPG มาเป็นการใช้ไฟฟ้าในกรณีที่ทำได้ เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซหุงต้ม สำหรับธุรกิจอาหารหรือโรงงานที่ต้องใช้ความร้อน การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดการต้นทุนพลังงานได้ดีขึ้น
10. เพิ่มความยืดหยุ่นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการซ่อมบำรุงเชิงรุก ในภาคอุตสาหกรรม โรงงานปิโตรเคมีอาจต้องพิจารณาสลับจากการใช้ LPG ไปเป็นวัตถุดิบทางเลือกอื่น เช่น แนฟทา (Naphtha) เพื่อช่วยปล่อยอุปทาน LPG สู่ภาคส่วนที่วิกฤตกว่า นอกจากนี้ การทำมาตรการซ่อมบำรุงระยะสั้นเพื่ออุดรอยรั่วหรือลดการสูญเสียพลังงานในระบบการผลิตจะช่วยลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ทันที
เกี่ยวกับองค์การพลังงานระหว่างประเทศ
องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) เป็นองค์การระหว่างรัฐบาลที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ปารีส ก่อตั้งปี 1974 ภายใต้กรอบ OECD หลังวิกฤติการณ์น้ำมัน เพื่อดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศสมาชิก และพัฒนาข้อมูล วิเคราะห์ และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านพลังงานของโลกครอบคลุมทั้งน้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด. ปัจจุบัน IEA มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ผ่านรายงานสำคัญอย่าง World Energy Outlook และ Net Zero by 2050
เว็บไซต์หลัก IEA: https://www.iea.org



