
เส้นทางสู่จุดสูงสุดของ สารัชถ์ รัตนาวะดี ผู้พลิกโฉมวงการพลังงาน-โทรคมนาคมไทย
1 ตุลาคม 2567
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
จากวิศวกรหนุ่มผู้มีวิสัยทัศน์ สู่การเป็นมหาเศรษฐีระดับแนวหน้าของประเทศ สารัชถ์ รัตนาวะดี 🔗 ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในวงการธุรกิจไทย ด้วยการพาบริษัทจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ สู่การเป็นยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานและโทรคมนาคมระดับประเทศ
มาถึงจุดนี้คงอดตั้งคำถามถึงการเติบโตของอาณาจักร “กัลฟ์” ไม่ได้ เส้นทางของ “สารัชถ์” ไม่ได้วางไว้เหมือนลูกเจ้าสัวหลายตระกูลที่อยู่ใน TOP10 มหาเศรษฐีของประเทศไทย หากแต่ “สารัชถ์” เป็นบุตรชายของ พล.อ.ถาวร รัตนาวะดี อดีตหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการ ประจำกองบัญชาการทหารสูงสุด ที่มีเพื่อนร่วมรุ่นในระดับซุปเปอร์คอนเนคชั่น จปร.5 เช่น พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตผู้บัญชาการทหารบก , พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี อดีตผู้บัญชาการทหารบก
ในอีกมุมของชีวิต “สารัชถ์” สมรสกับลูกสาวนักการเมืองใหญ่จังหวัดตาก “นลินี ตันติสุนทร” บุตรสาวของ “รักษ์ ตันติสุนทร” อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลชวน หลีกภัย
ถึงแม้ “สารัชถ์” จะค่อนข้างโลว์โฟรไฟล์ แต่ “นลินี” เป็นผู้สร้างคอมเนคชั่นส่วนหนึ่งให้กับสามี โดยเฉพาะการเข้าร่วมเรียนหลักสูตรต่างๆ โดยเฉพาะหลักสูตรสถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 20 มีเพื่อนร่วมรุ่น เช่น พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร (ตท.12 ร่วมรุ่น พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา) รวมถึง “ปรีดี ดาวฉาย” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ปัจจุบันมาเป็นกรรมการอิสระ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
ธุรกิจเติบโตยุคที่รัฐเปิดให้ภาคเอกชนผลิตไฟฟ้า
เส้นทางสู่ความสำเร็จของ “สารัชถ์” เริ่มต้นในปี 2537 เมื่อเขาก่อตั้งบริษัท กัลฟ์ อิเล็คตริก จำกัด ด้วยวัยเพียง 29 ปี หลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ (วิศวกรรมไฟฟ้า) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นเดียวกับ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และจบปริญญาโท Master of Science (Engineering Management) จาก University of Southern California ประเทศสหรัฐอเมริกา
การก่อตั้งบริษัทของ “สารัชถ์” นับเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เริ่มเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า
“สารัชถ์” มองเห็นโอกาสและได้ขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว ก่อตั้งบริษัทในเครือหลายแห่งเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงาน อาทิ บริษัท กัลฟ์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด บริษัท กัลฟ์ โคเจนเนอเรชั่น จำกัด บริษัท กัลฟ์ ยะลา กรีน จำกัด และ บริษัท กัลฟ์ ไอพีพี จำกัด ในช่วงปี 2539-2547
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2554 เมื่อ “สารัชถ์” ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ด้วยการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งส์ ภายใต้ชื่อ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เพื่อถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ในเครือ ก่อนที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเดือนธันวาคม 2560
นับจากวันแรกที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ GULF ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ภายในเวลาไม่ถึง 6 ปี มูลค่าตามราคาตลาดของบริษัทได้เพิ่มขึ้นถึง 566,924.47 ล้านบาท จาก 95,998.50 ล้านบาท มาอยู่ที่ 662,922.97 ล้านบาท ณ วันที่ 27 กันยายน 2567
ก้าวขึ้นทำเนียบมหาเศรษฐกิจของประเทศไทย
การเติบโตอย่างรวดเร็วของ GULF ส่งผลให้ “สารัชถ์” ก้าวขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีระดับแนวหน้าของประเทศ โดยในปี 2561 เขาได้ปรากฏชื่อในนิตยสาร Forbes เป็นครั้งแรกในฐานะมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยอันดับ 7 ของประเทศ ด้วยทรัพย์สินทั้งสิ้น 1.06 แสนล้านบาท และในปีเดียวกันนั้น เขายังได้รับการจัดอันดับให้เป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 2 ของประเทศอีกด้วย
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ “สารัชถ์” และ GULF เกิดขึ้นในปี 2564 เมื่อบริษัทได้ขยายอาณาจักรจากธุรกิจพลังงานสู่ธุรกิจโทรคมนาคม ด้วยการเข้าซื้อหุ้นในบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ถึง 42% ก่อนที่จะเพิ่มสัดส่วนเป็น 46% ในปี 2565 การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ทำให้ GULF กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS และบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) โดยอ้อม
การกระโดดเข้าสู่ธุรกิจแพลตฟอร์มเงินดิจิทัล
ปี 2565 นับเป็นปีแห่งการวางรากฐานด้านดิจิทัลของ GULF โดยบริษัทได้ร่วมมือกับ Binance แพลตฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลชั้นนำของโลก เพื่อลงทุนในธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศไทย รวมถึงการลงทุนในธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศสหรัฐอเมริกา (Binance.US) และสกุลเงินดิจิทัล BNB ซึ่งถือเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมใน Ecosystem ของ Binance ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี Blockchain Infrastructure ระดับโลก
ล่าสุด GULF ยังได้ทุ่มเงิน 1 หมื่นล้านบาทซื้อหุ้น Thaicom ทั้งหมดจาก INTUOCH ขึ้นแท่นเป็นเจ้าของกิจการดาวเทียมแห่งเดียวของประเทศไทย เปิดทางให้บริษัทสามารถต่อยอดด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีโทรคมนาคมและการสื่อสารได้อย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในด้านการรับส่งข้อมูล (Data) และการให้บริการระบบสื่อสารโทรคมนาคมในพื้นที่ห่างไกลหรือหมู่เกาะที่ระบบสายไฟเบอร์ออปติกยังเข้าไปไม่ถึง
พลังงานหมุนเวียนทางรอดผู้ผลิตไฟฟ้ายุค Net Zero
ในด้านธุรกิจไฟฟ้า GULF ยังคงขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยได้เข้าซื้อหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson ในสหรัฐอเมริกา ขนาดกำลังการผลิต 1,200 เมกะวัตต์ ในสัดส่วน 49% เพื่อยกระดับความมั่นคงด้านพลังงานและรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โครงการนี้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง ทำให้เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำที่สุดในสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้ GULF ยังได้ขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะในด้านโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ล่าสุดบริษัทได้เข้าถือหุ้นในบริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ETC สัดส่วน 50% เพื่อลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม 12 โครงการ รวมกำลังผลิต 96 เมกะวัตต์ และโครงการโรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากขยะอุตสาหกรรม (SRF) จำนวน 3 โครงการ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Bio-Circular-Green Economy (BCG) ของภาครัฐ
ผลจากการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในปี 2564 GULF มีรายได้รวม 49,983.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16,613.3 ล้านบาทจากปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 7,670.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,388.19 ล้านบาท
ล่าสุดในงวด 6 เดือนของปี 2567 บริษัทมีรายได้รวมสูงถึง 64,896.44 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 8,239.79 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของบริษัท
ความสำเร็จของ GULF ส่งผลให้ “สารัชถ์” ในฐานะผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ของบริษัทในสัดส่วน 35.55% ขึ้นแท่นเป็นแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยติดต่อกัน 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2562 ด้วยความมั่งคั่งรวม 120,959.99 ล้านบาท ต่อมาในปีที่ 2563 ความมั่งคั่งลดลงไปเล็กน้อยที่ 115,289.99 ล้านบาท ก่อนทะยานสู่ 173,099.73 ล้านบาท ในปี 2564 และพุ่งทะลุไปถึง 218,981.58 ล้านบาท ในปี 2565 ล่าสุดลดลงมาที่ 190,828.06 ล้านบาท ในปี 2566
แม้ว่าปีนี้ความมั่งคั่งจะลดลงไป แต่ตลอด 5 ปีของการครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทย มูลค่าหุ้นที่สารัชถ์ถือครองก็อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท ทุกปี ซึ่งนับเป็นมูลค่าสูงสุดในทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ“สารัชถ์”ได้ลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เขาเปิดตัวในการจัดอันดับเมื่อ 6 ปีที่แล้ว โดลงเหลือ 9,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้เขาอยู่ในอันดับที่ 5 ของมหาเศรษฐีไทยตามการจัดอันดับของ Forbes Thailand
แม้จะเผชิญกับความท้าทายในปีล่าสุด แต่ “สารัชถ์” ยังคงคงเดินหน้าพัฒนา GULF ให้เป็น Global Company โดยเน้นการลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคต ทั้งสินทรัพย์ดิจิทัล Virtual Bank และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
ความท้าทายในการเป็นบริษัทระดับโลก
“สารัชถ์” เชื่อว่าบริษัทไทยควรตั้งเป้าหมายให้เป็น Global Company แม้ว่าจะมีอุปสรรคจากกฎระเบียบของภาครัฐที่ยังไม่เอื้ออำนวย แต่การปรับตัวและการมองหาโอกาสใหม่ๆ จะช่วยให้บริษัทไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
ในด้านของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา “สารัชถ์” มองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีหลักประกันในการกู้ยืมแบบดั้งเดิม การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลจากการใช้โทรศัพท์มือถือและธุรกรรมทางการเงินอื่นๆ จะช่วยในการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
นอกจากนี้ GULF ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยบริษัทตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
GULF ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 ต่อหน่วยผลิตลง 25% ภายในปี 2573 และเพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนให้เป็น 40% ของกำลังการผลิตติดตั้งรวมภายในปี 2578 เพื่อรองรับเป้าหมายนี้ บริษัทได้จัดทำแผนการลงทุนระยะ 5 ปี (2567-2571) โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 90,000 ล้านบาท และจัดสรรประมาณ 79% หรือราว 71,100 ล้านบาท เพื่อการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน
ปัจจุบัน “สารัชถ์” ยังคงมีบทบาทสำคัญในหลายบริษัท รวมถึงการเป็นกรรมการ รองประธานกรรมการ และประธานกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) และเป็นประธานกรรมการบริหารของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ เขายังเป็นกรรมการในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมทุนอีกหลายแห่ง ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของเขาในการกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจ GULF
เส้นทางความสำเร็จของ “สารัชถ์ รัตนาวะดี” และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ GULF สร้างปรากฏการณ์ในวงการธุรกิจไทยอย่างมาก
ต้องติดตามว่า “สารัชถ์” และ GULF จะยังคงเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานและเทคโนโลยีของประเทศไทยในอนาคต การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งพลังงาน โทรคมนาคม และการเงินดิจิทัล จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 21
