‘เฮียฮ้อ’ New Gen ยุคอนาล็อก ฝ่ามรสุมดิจิทัลสู่บทเรียนจำนำหุ้น RS

‘เฮียฮ้อ’ New Gen ยุคอนาล็อก ฝ่ามรสุมดิจิทัลสู่บทเรียนจำนำหุ้น RS

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

‘เฮียฮ้อ’ หรือ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ หนึ่งในตำนานของอุตสาหกรรมเพลงไทย ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) ที่เคยเป็นอาณาจักรบันเทิงแถวหน้าของอุตสาหกรรมเพลงไทย

‘เฮียฮ้อ’ เกิดในครอบครัวคนจีนที่มีพี่น้อง 7 คน มีพี่ชายคนโต คือ ‘เกรียงไกร เชษฐโชติศักดิ์’ ที่เป็นผู้เริ่มต้นธุรกิจของ Rose Sound จากธุรกิจให้บริการตู้เพลงที่เป็นจุดกำเนิดของ RS จนถึงปัจจุบัน ‘เฮียฮ้อ’ ยอมรับอยู่เสมอถึงฐานะครอบครัวที่ลำบากและทำให้อยู่ในระบบการศึกษาเพียงชั้น มศ.5 และเริ่มทำงานในร้าน Rose Sound เต็มตัวจากเดิมที่ก่อนหน้านั้นจะเคยช่วยงานมาตั้งแต่อยู่ชั้น มศ.1

จากร้าน Rose Sound ได้ปรับโครงการธุรกิจมาเป็นบริษัท อาร์เอส.ซาวด์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 2 ล้านบาท ในยุคที่เทปคลาสเซ็ทมีส่วนแบ่งในตลาดเพลงเพิ่มมากขึ้น โดยให้บริการบันทึกเพลงลงเทปคลาสเซ็ทจำหน่ายเป็นการให้บริการลูกค้าที่ต้องการเทปเพลงแบบรวมฮิต ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นเรื่องปกติของการนำเพลงคนอื่นมาบันทึกเทปจำหน่าย เพราะยังไม่มีแรงกดดันจากต่างชาติโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาถึงปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ถึงแม้ประเทศไทยจะเริ่มมี พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตั้งแต่ปี 2521 ที่มีการกำหนดแนวทางการคุ้มครองงานดนตรี

ประสบการณ์จากร้าน Rose Sound ทำให้ ‘เฮียฮ้อ’ ได้ฟังเพลงจำนวนมาก โดยเฉพาะเพลงสากลที่เป็นที่นิยมในประเทศไทย เช่น The eagle , Bee Gees และได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตเพลงเพื่อการพาณิชย์ หรือรู้ว่าผลิตเพลงอย่างไรให้ดัง ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่ไม่เล่นดนตรีหรือร้องเพลงเลยก็ตาม

เปิดค่ายเพลงตอนอายุ 21 ปี ในช่วงรอยต่อของการรับรู้ประเด็นลิขสิทธิ์ในประเทศไทยที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่ง Rose Sound ไม่สามารถนำเพลงมาอัดเทปคลาสเซ็ทจำหน่ายได้เหมือนในอดีต จึงตัดสินใจผลิตผลงานเพลงเองขึ้นมาเพื่อบันทึกเทปจำหน่าย ทำให้ต้องมีวงดนตรีของตัวเอง ลงทุนเริ่มต้น 50,000 บาท และ ‘วงอินทนิล’ เป็นวงดนตรีแรกของ Rose Sound ที่ออกอัลบั้มแรกเมื่อปี 2525 เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจค่ายเพลงในยุค 80 ที่ต่อมาเปลี่ยนจาก Rose Sound เป็น RS Promotion

“การทำธุรกิจตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน หลายอย่างมาจากสถานการณ์และโอกาส อาจไม่ได้มาจากการวางแผน ตอนนั้นเห็นว่าเมื่อมีกฎหมายลิขสิทธิ์ สิ่งเดียวที่ต้องทำ คือ ต้องมีวงดนตรีของตัวเอง เริ่มจากตรงนี้เพราะต่อยอดจากสิ่งที่ทำอยู่” เฮียฮ้อ ให้สัมภาษณ์รายการป๋าเต็ดทอล์ค เมื่อปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงครบรอบ 40 ปี ของการออกอัลบั้มแรกของค่าย RS

แนวคิดการทำธุรกิจดังกล่าว สะท้อนตัวตนการทำธุรกิจเพลงของ RS ได้เป็นอย่างดี เมื่อเปรียบเทียบกับค่าย Grammy ซึ่งเป็นต้นแบบของอุตสาหกรรมเพลงสมัยใหม่ที่มีการวางสายการผลิตที่แยกระหว่างการผลิตเนื้อร้องทำนอง การพัฒนานักร้อง การจัดอีเวนท์ โดยมีการตั้งค่ายเพลงย่อยเพื่อแยกเซกเมนต์ตามกลุ่มผู้ฟังเพลง ซึ่งให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านดนตรีและด้านครีเอทีฟมาเป็นผู้บริหารค่ายเพลง และ Grammy พัฒนามาสู่โมเดลธุรกิจเพลงแบบครบงวจร หรือ Integrated Music Business

ในขณะที่รูปแบบการทำงานของ RS ไม่ได้มีรูปแบบโครงสร้างองค์กรชัดเจนเหมือนค่าย Grammy โดยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายส่วนใหญ่อยู่ที่ ‘เฮียฮ้อ’ ซึ่งข้อดีของการบริหารงานลักษณะนี้ทำให้มีการปรับเปลี่ยนได้เร็วเมื่อรู้ว่าอัลบั้มเพลงที่ไม่ได้การตอบรับก็มีการปรับเปลี่ยนทันที หรืออัลบั้มที่ได้รับการตอบรับเกินคาดได้สร้างนวัตกรรมการตลาดใหม่ในยุค 90 ด้วยการ “เพิ่มเพลงเปลี่ยนปก” ทำให้อัลบั้มดังกล่าวจำหน่ายรอบ 2 และได้เงินจากแฟนเพลงอีกรอบ ซึ่งเป็นแนวทางที่เกิดขึ้นจากการคิดนอกกรอบ

 

’90s ยุคทองอุตสาหกรรมเพลงไทย

‘เอียฮ้อ’ เป็นผู้ที่ฟังเพลงหลากหลายแนวมาตั้งแต่เริ่มทำงานที่ Rose Sound และการทำธุรกิจรับบริการอัดเทปคลาสเซ็ทเพลงดังทำให้เข้าใจลักษณะเพลงว่ามีองค์ประกอบอย่างไรทำให้เป็นที่นิยม การทำธุรกิจค่ายเพลงในช่วงต่อมาจึงใช้แนวคิด Marketing เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจคัดเลือกนักร้องหรือเพลง โดยเฉพาะในช่วงยุค 90 ที่ RS เข้ามาบุกเบิกตลาดเพลงวัยรุ่นจนเป็นผู้นำที่ค่ายแกรมมี่ต้องเดินตาม

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนต่อกรณีดังกล่าวของเฮียฮ้อ เช่น การออกแบบเครื่องแต่งกายของลิฟต์กับออยล์ที่อกอมาในลักษณะสีลูกกวาด รวมถึงเต๋า สมชาย เข็มกลัด ที่มีเพลงดังในช่วงปี 2536-2538 ซึ่งเฮียฮ้อ สั่งให้เต๋าคาดผมในอัลบั้มชุดแรกจนเป็นแฟชั่นของวัยรุ่นสมัยนั้น

ยุค 90 จึงถือเป็นยุคทองของอุตสาหกรรมเพลงไทย โดยมีการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ RS และ Grammy ที่มีการออกอัลบั้มชนกันเพื่อชิงตลาดหลายคู่ที่ยังถูกกล่าวถึงในปัจจุบัน เช่น ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง ชนกับเจ เจตริน วัฒนสิน รวมถึงเต๋า สมชาย เข็มกลัด ชนกับมอส ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ โดยเฉพาะคู่หลังที่ ‘เฮียฮ้อ’ ยอมรับว่าเป็นคู่ Battle ที่ดุเดือดที่สุดเพราะมีกลุ่มฐานแฟนเพลงเดียวกัน รวมถึงมีสตอรี่เป็นเพื่อนกันและถูกปั้นขึ้นมาจากแมวมองคนเดียวกัน คือ “พชร์ อานนท์”

การแข่งขันระหว่างสองค่ายนี้ไม่เพียงแต่สร้างความหลากหลายให้กับวงการเพลงไทย แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพของผลงานเพลงและการแสดงให้สูงขึ้น ศิลปินจากทั้งสองค่ายต่างก็สร้างผลงานที่เป็นตำนานไปจนถึงปัจจุบัน

ยุคทองของอุตสาหกรรมเพลงไทยทำให้ RS สร้างรายได้เพิ่มมากขึ้นจนตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อปี 2542

สร้างโมเดลธุรกิจใหม่ Entertainmerce

เมื่ออุตสาหกรรมเพลงเริ่มเปลี่ยนแปลงจากยุคอนะล็อกเข้าสู่ยุคดิจิทัล ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมเพลงที่มีสัญญาเริ่มมาตั้งแต่ยุค “เทปผีซีดีเถื่อน” ที่การละเมิดลิขสิทธิ์ส่งผลให้ยอดจำหน่ายเทปคลาสเซ็ตและซีดีลดลงอย่างมาก และทำให้ตลาดเทปคลาสเซ็ตหลายไปตลาดในที่สุดเมื่อเข้าสู่ยุค 2000 ผู้ฟังเพลงมีทางเลือกการฟังเพลงจาก MP3 จนพัฒนามาสู่การฟังเพลงผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ

‘เฮียฮ้อ’ ได้ปรับตัวอย่างรวดเร็วด้วยการเปลี่ยนแปลงธุรกิจดนตรีที่ถูกแรงสะเทือนอย่างรุนแรงตลอดทั้งซัพพลายเชนที่ส่งผลโดยตรงต่อทั้ง RS และ Grammy โดย RS ได้ปรับรูปแบบการทำธุรกิจออกจากการเป็นเพียงค่ายเพลง และทำให้ปัจจุบัน RS จัดอยู่ในหมวดธุรกิจพาณิชย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

‘เฮียฮ้อ’ ไม่ยอมจำนนต่อการดิสรัปทางเทคโนโลยี โดยสร้าง Game Changer ให้กับอุตสาหกรรมเพลงและบันเทิง โดยนำโมเดลธุรกิจ Entertainmerce มาเป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจ เป็นการรวมระหว่าง Entertainment กับ Commerce ซึ่งทำให้ RS ก้าวเข้าสู่ธุรกิจคอมเมิร์ซและธุรกิจอื่นที่ช่วยกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจได้ดีขึ้น รวมทั้งมีรายได้และการเติบโตก้าวกระโดด

โมเดลธุรกิจ Entertainmerce เป็นรูปแบบการทำธุรกิตจเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจสื่อและบันเทิงที่เป็นฐานหลักของ RS นอกจากธุรกิจบันเทิงที่รวมถึงธุรกิจเพลงด้วยแล้ว RS มีธุรกิจสื่อที่ได้จากการประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลช่อง 8 รวมถึงธุรกิจ COOLISM เป็นการสร้างรายได้จากการขายมีเดีย การบริหารลิขสิทธิ์เพลงที่ใช้กลยุทธ์การสร้างคอนเทนต์ให้เพลงยุค 90 ในรูปแบบ “โตมากับอาร์เอส”

รวมถึงการขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์จากละครและซีรีย์ และการสร้างรายได้จากรายการขาย โดย RS ได้พัฒนา COOLanything แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์เพื่อให้ผู้ฟังเพลงสามารถซื้อสินค้าได้บนแอปพลิเคชันและบนเว็บไซต์ โดยมี RS Mall มีฐานลูกค้ามากกว่า 1.6 ล้านราย เป็นช่องทางสำคัญในการสร้างรายได้


 

มรสุม ‘เฮียฮ้อ’ จำนำหุ้น RS

ปัจจุบัน ‘เฮียฮ้อ’ กำลังเผชิญปัญหาทางการเงินที่ทำให้ต้องนำหุ้นของ RS ที่ถืออยู่ไปใช้เป็นหลักประกันในการกู้เงิน หรือ “การจำนำหุ้น” โดยปัญหาเริ่มต้นจากความต้องการเงินทุนเพื่อดำเนินธุรกิจและการลงทุน ซึ่งนำไปสู่การนำหุ้น RS ที่ถืออยู่ไปใช้เป็นหลักประกันในการกู้เงิน โดยจำนำเพื่อกู้เงินทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีรายงานว่ามูลค่าการกู้เงินรวมกันมากกว่า 1,000 ล้านบาท

สถานการณ์ดังกล่าว ‘เฮียฮ้อ’ ไม่สามารถชำระหนี้ได้ทำให้เจ้าหนี้ใช้วิธีการบังคับขาย (Forced Sale) ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้น RS ดิ่งลงรุนแรงจาก 5.40 บาทในวันที่ 3 ม.ค.2568 มาอยู่ที่ 1.50 บาทในวันที่ 10 ม.ค. 2568 รวมถึงหุ้น RSXYZ (บริษัทในเครือ) เช่นกัน ซึ่งมีการประเมินว่ามูลค่าตลาดของบริษัทลดลงไปกว่า 6,000 ล้านบาท รวมทั้งทำให้สัดส่วนการถือหุ้น RS ของเฮียฮ้อปัจจุบันอยู่ที่ 13.70%

การถูกบังคับขายย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อการบริหารงานและฐานะการเงินของ RS รวมทั้งมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมาภิบาลและการบริหารความเสี่ยง และนักลงทุนเกิดความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของธุรกิจ โดยแม้เฮียฮ้อยังเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ของ RS และธุรกิจ ยังคงดำเนินต่อไป แต่ต้องเผชิญความท้าทายด้านความเชื่อมั่นในธุรกิจ RS และราคาหุ้นยังคงมีความผันผวนสูงและอยู่ในระดับต่ำ

 

 


หน้าหลัก > ผู้นำธุรกิจ