สยาม โคโคเพลลิ เปิดตัวแพลตฟอร์ม BIG ADVANCE GLOBAL หนุน SME ไทยสู่ตลาดสากล โดยเฉพาะญี่ปุ่น

สยาม โคโคเพลลิ เปิดตัวแพลตฟอร์ม BIG ADVANCE GLOBAL หนุน SME ไทยสู่ตลาดสากล โดยเฉพาะญี่ปุ่น

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

สรุปประเด็น

  • สยาม โคโคเพลลิเปิดตัวแพลตฟอร์ม BIG ADVANCE GLOBAL ร่วมกับธนาคารกรุงไทยและสภาหอการค้า หนุน SME ไทยบุกตลาดโลก โดยเฉพาะญี่ปุ่น

  • แพลตฟอร์มใช้ AI จับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อลดกำแพงภาษา ปัญหาการหาคู่ค้าที่น่าเชื่อถือ และเพิ่มความเชื่อมั่นในการค้าระหว่างประเทศ

  • SME ไทยได้ทั้ง โซลูชันการเงินครบวงจร และระบบคัดกรองความน่าเชื่อถือ (KYC) ช่วยขยายตลาดสากล สร้าง New S-Curve และระบบนิเวศการเติบโตอย่างยั่งยืน

สยาม โคโคเพลลิ ร่วมกับพันธมิตร เปิดตัวแพลตฟอร์ม BIG ADVANCE GLOBAL หนุน SME ไทยบุกตลาดโลก โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น แพลตฟอร์มนี้ใช้ AI จับคู่ธุรกิจ ลดอุปสรรคด้านภาษา การหาคู่ค้า และความน่าเชื่อถือ พร้อมรับการสนับสนุนด้านการเงินจาก ธนาคารกรุงไทย ถือเป็นโอกาสทองให้ SME ก้าวข้ามข้อจำกัด สู่การเติบโตในเวทีสากลอย่างมั่นใจ

บริษัท สยาม โคโคเพลลิ จำกัด (www.kokopelli-inc.com) ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการธุรกิจไทย ด้วยการผนึกกำลังกับพันธมิตรสำคัญอย่าง ธนาคารกรุงไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลล้ำสมัย BIG ADVANCE GLOBAL อย่างเป็นทางการ แพลตฟอร์มนี้มุ่งมั่นที่จะเป็นสะพานเชื่อมให้ผู้ประกอบการ SME ไทย ได้ก้าวเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักคือตลาดที่มีศักยภาพสูงอย่าง ประเทศญี่ปุ่น

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อันชาญฉลาดเข้ามาช่วยในการจับคู่ธุรกิจ

นับเป็นความพยายามที่จะตอบโจทย์และแก้ไขข้อจำกัดสำคัญที่ SME ไทยมักเผชิญในการค้าระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น กำแพงภาษา ที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการสื่อสาร การค้นหาคู่ค้าที่เหมาะสมและน่าเชื่อถือ รวมถึงปัญหาด้าน ความเชื่อมั่น ในการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดน แพลตฟอร์ม BIG ADVANCE GLOBAL จึงถูกออกแบบมาเพื่อลดช่องว่างเหล่านี้ โดยใช้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อันชาญฉลาดเข้ามาช่วยในการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

ความพิเศษของแพลตฟอร์มนี้ยังรวมถึงการได้รับการสนับสนุนด้าน โซลูชันทางการเงินครบวงจร จาก ธนาคารกรุงไทย ซึ่งจะช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จำเป็นสำหรับการส่งออกและการขยายธุรกิจได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ระบบยังมาพร้อมกับกลไก คัดกรองความน่าเชื่อถือ ของคู่ค้าผ่านกระบวนการ KYC (Know Your Customer) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความมั่นใจและลดความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการค้าขายกับต่างชาติ

สำหรับ SME ไทย แล้ว การเปิดตัวแพลตฟอร์ม BIG ADVANCE GLOBAL ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะพลิกโฉมการดำเนินธุรกิจ ช่วยให้ SME ไม่เพียงแค่สามารถขยายฐานลูกค้าสู่ตลาดสากลได้อย่างราบรื่น แต่ยังช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนและเวลาในการค้นหาโอกาสใหม่ๆ แพลตฟอร์มนี้จะเปิดประตูสู่เครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่งในญี่ปุ่น พร้อมผลักดันให้เกิด New S-Curve ของเศรษฐกิจไทย ด้วยการปลดล็อกศักยภาพที่ไม่จำกัดในตลาดโลก

การเติบโตของ SME ไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

การผสานพลังของเทคโนโลยีและพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการสร้าง ระบบนิเวศ ที่เอื้อต่อการเติบโตของ SME ไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว และไม่เพียงแค่การส่งออกสินค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรม ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ สร้างความเข้มแข็งและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงบนเวทีโลก

เกี่ยวกับบริษัท สยาม โคโคเพลลิ จำกัด

บริษัท สยาม โคโคเพลลิ จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2568 โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ภายใต้การบริหารของ CEO นายชินธิป พรประภา บริษัทดำเนินธุรกิจด้านการให้บริการจับคู่ธุรกิจและจัดหาผู้ร่วมค้าหรือผู้ร่วมลงทุน ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ทันสมัย โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ

บริษัทเป็นผู้พัฒนาและให้บริการแพลตฟอร์ม “BIG ADVANCE GLOBAL” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น ด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และจับคู่พันธมิตรทางธุรกิจอย่างแม่นยำ นอกจากนี้ บริษัท สยาม โคโคเพลลิ จำกัด ยังเชื่อมโยงการดำเนินงานกับบริษัทแม่จากประเทศญี่ปุ่นผ่านเว็บไซต์ www.kokopelli-inc.com เพื่อเสริมศักยภาพด้านเครือข่ายและองค์ความรู้ระดับสากล

ด้วยวิสัยทัศน์ในการเป็นสะพานเชื่อมธุรกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่น บริษัทจึงมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ ขยายตลาด และสร้างความร่วมมือทางธุรกิจอย่างยั่งยืนในระดับนานาชาติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

4 เทรนด์องค์ความรู้และทักษะที่ต้องมีในปี 2025 เพื่อไม่ให้ธุรกิจตกขบวน

4 เทรนด์องค์ความรู้และทักษะที่ต้องมีในปี 2025 เพื่อไม่ให้ธุรกิจตกขบวน

21 กรกฎาคม 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ปี 2025 เป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวตาม 4 เทรนด์การพัฒนาทักษะใหม่ ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิตและซัพพลายเชน, ความยั่งยืน (Sustainability & ESG), สุขภาพและสุขภาวะ (Health & Wellness) และ AI ในการบริหารธุรกิจ ซึ่งล้วนเป็นองค์ความรู้สำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล

AI Governance: เข็มทิศธุรกิจยุคปัญญาประดิษฐ์

AI Governance: เข็มทิศธุรกิจยุคปัญญาประดิษฐ์

9 มีนาคม 2569

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

AI Governance กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญของภาคธุรกิจในยุคปัญญาประดิษฐ์ ผู้เชี่ยวชาญชี้องค์กรจำเป็นต้องวางระบบกำกับดูแล AI เพื่อให้การใช้งานมีความโปร่งใส ลดความเสี่ยงจาก Data Bias และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

“ผู้นำด้าน AI” กับเดิมพันค่าตอบแทน 1 ล้านล้านดอลลาร์

“ผู้นำด้าน AI” กับเดิมพันค่าตอบแทน 1 ล้านล้านดอลลาร์

7 พฤศจิกายน 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

Tesla เปิดศักราชใหม่ด้วยแผนค่าตอบแทนสูงสุด 1 ล้านล้านดอลลาร์ให้ Elon Musk หากบรรลุเป้าหมายสุดโหดภายใน 10 ปี เช่น ผลิตรถ 20 ล้านคัน เปิด Robotaxi 1 ล้านคัน และเพิ่มมูลค่าบริษัทเป็น 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน AI และหุ่นยนต์

AI กับการทำงาน - โอกาสหรือภัยคุกคาม? (ตอนที่ 3)

AI กับการทำงาน - โอกาสหรือภัยคุกคาม? (ตอนที่ 3)

8 กรกฎาคม 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

มากกว่าครึ่งหนึ่งของคนรุ่นใหม่ใช้ GenAI แล้ว และเชื่อว่าช่วยปรับปรุงคุณภาพงาน แต่กว่า 60% กังวลเรื่องการขจัดงาน ทำให้หลายคนมองหางาน "AI-proof" เพิ่มขึ้น ท่ามกลางการเตรียมพร้อมด้วยการเรียนรู้ทักษะใหม่และการยึดมั่นในทักษะด้านมนุษย์

รัฐบาลเวียดนามเร่งสร้างผู้นำเยาวชนดิจิทัล ผ่านการอบรมเข้มข้น 30 วัน

รัฐบาลเวียดนามเร่งสร้างผู้นำเยาวชนดิจิทัล ผ่านการอบรมเข้มข้น 30 วัน

12 กรกฎาคม 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

รัฐบาลเวียดนามได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการพัฒนาศักยภาพผู้นำเยาวชนในยุคดิจิทัล ผ่านโครงการอบรมเข้มข้น 30 วัน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 2,700 คน จากเจ้าหน้าที่สหภาพเยาวชน สมาคม และเยาวชนผู้บุกเบิกทั่วประเทศ โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำคัญเพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต