
DIT เตรียมควบคุมสินค้าเพิ่ม 12 รายการ พร้อมรับมือผลกระทบต่อ SME จากวิกฤตตะวันออกกลาง
24 มีนาคม 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
กรมการค้าภายในเตรียมเสนอเพิ่มสินค้าควบคุม 12 รายการ รวมถึงน้ำดื่มและเม็ดพลาสติก เพื่อคุมราคาท่ามกลางต้นทุนพุ่งจากวิกฤตตะวันออกกลาง
-
ต้นทุนเม็ดพลาสติกและค่าขนส่งสูง ทำให้น้ำดื่มบรรจุขวดปรับขึ้นราคาแพ็คละ 5 บาท กระทบผู้บริโภคและธุรกิจจำนวนมาก
-
ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกระแทก SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง ทำให้ต้องบริหารต้นทุนและรับความเสี่ยงด้านสต็อกและบรรจุภัณฑ์มากขึ้น
กรมการค้าภายในเตรียมเสนอ 12 รายการ สินค้าควบคุมเพิ่ม รวมถึง น้ำดื่ม และ เม็ดพลาสติก เพื่อรับมือสถานการณ์ต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง โดยเฉพาะราคาเม็ดพลาสติกและค่าขนส่งที่ส่งผลให้ น้ำดื่มปรับขึ้นราคา 5 บาทต่อแพ็ค ซึ่งสร้างภาระหนักแก่ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่แพงขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวน
กรมการค้าภายใน (DIT) เตรียมเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) พิจารณาเพิ่มรายการสินค้าควบคุมอีก 12 รายการ ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการเฝ้าระวังและบริหารจัดการราคาสินค้า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่เผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยสินค้าที่ถูกจับตาเป็นพิเศษและมีแนวโน้มจะถูกจัดเป็นสินค้าควบคุมได้แก่ น้ำดื่ม และ เม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในห่วงโซ่การผลิตและบริโภคที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง
การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้น
หลังจากผู้ผลิต น้ำดื่มบรรจุขวด ได้แจ้งปรับขึ้นราคาขายส่งถึง แพ็คละ 5 บาท โดยให้เหตุผลหลักมาจากต้นทุนของ เม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันดีเซล การขึ้นราคาของสินค้าจำเป็นพื้นฐานอย่างน้ำดื่มนี้ ส่งสัญญาณถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่กำลังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆ
ต้นตอของปัญหาดังกล่าวมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้ซัพพลายน้ำมันและวัตถุดิบปิโตรเคมีในตลาดโลกตึงตัว ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบและเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ต้นทุนการผลิตสินค้าในหลายอุตสาหกรรมต้องเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้กรมการค้าภายในต้องติดตามและกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิดเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน
สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ผู้ประกอบการ SMEs อย่างชัดเจน
เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กมักมีสต็อกวัตถุดิบที่จำกัดและมีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์น้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้ต้องแบกรับ ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง ที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการรายย่อย และ ร้านค้าขนาดเล็ก รวมถึง ร้านค้าแผงลอย ที่ต้องเผชิญกับภาระที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากวัตถุดิบอาหารและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรจุภัณฑ์พลาสติก ที่มีราคาแพงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงของการขาดแคลนสินค้าในบางรายการ
สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและจำหน่าย น้ำดื่ม นั้น จะต้องบริหารจัดการต้นทุน เม็ดพลาสติก และ ค่าขนส่ง ที่เพิ่มขึ้นอย่างระมัดระวัง ซึ่งอาจส่งผลต่อการกำหนดราคาขายและอัตรากำไรของกิจการ การที่ภาครัฐเข้ามาควบคุมราคาสินค้า จึงสะท้อนถึงความกังวลอย่างยิ่งต่อภาวะเงินเฟ้อ และความจำเป็นในการพยุงค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจประเทศให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ภายใต้ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นนี้






