
ผลกระทบค่าเงินบาทแข็งและวิกฤตสหรัฐฯ–เวเนซุเอลาต่อศักยภาพส่งออกไทย ปี 2569
8 มกราคม 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
ภาคการส่งออกของไทยในปี 2569 กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้านที่อาจฉุดรั้งการเติบโตให้อยู่ในระดับต่ำเพียง 2-4% หรืออาจหดตัวลงจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบดังกล่าว โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการส่งออกขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) พร้อมทั้งได้ปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในปี 2569 ลงเหลือเพียง 1.5% ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองที่ระมัดระวังต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่อาจเผชิญกับภาวะ "Perfect Storm" หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย
โอกาสและกลยุทธ์รับมือของผู้ส่งออกไทยในปี 2569
ปัจจัยหลักที่กดดันการส่งออกเริ่มต้นจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะในช่วงต้นปี 2569 ที่ได้รับอานิสงส์จากการไหลเข้าของเงินทุน (Fund Flow) และการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 8.2% ในปี 2568 และเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ว่าทิศทางเช่นนี้เป็นผลมาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก โดยความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ได้หนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุน ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวกลับสร้างความวิตกต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานที่อาจเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะซ้ำเติมผู้ส่งออกที่ต้องเผชิญกับราคาที่แข่งขันยากขึ้นจากการแข็งค่าของเงินบาท รวมถึงยังมีปัจจัยเรื่องฐานการส่งออกที่สูงในปี 2568 และนโยบายภาษีจากสหรัฐฯ ตลอดจนอุปสงค์ของโลกที่ชะลอตัวและปัญหาเชิงโครงสร้างอื่น ๆ ที่รออยู่ข้างหน้า ผู้ว่าการ ธปท. ได้กำชับให้สถาบันการเงินเฝ้าระวังการทำธุรกรรมซื้อขายดอลลาร์อย่างใกล้ชิด และกำหนดกรอบค่าเงินบาทที่ 33.00-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อดูแลเสถียรภาพ
ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ไทยท่ามกลางวิกฤตเวเนซุเอลา
ผลพวงจากสถานการณ์เหล่านี้จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยในตลาดโลก การแข็งค่าของเงินบาททำให้สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นในสายตานักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ความผันผวนและแนวโน้มที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นจากการเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์ จะไปเพิ่มต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการ SME ซึ่งมักมีสายป่านสั้นกว่า และมีความเปราะบางสูงต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนและต้นทุนพลังงาน การรวมกันของปัจจัยกดดันด้านรายได้และต้นทุนเหล่านี้ อาจทำให้ธุรกิจจำนวนมากประสบปัญหาในการดำเนินงาน และหากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม อาจนำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาคเอกชนจึงต้องเฝ้าระวังและปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประคับประคองการเติบโตและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจท่ามกลางพายุความท้าทายที่กำลังก่อตัวขึ้น
