
ค่าไฟฟ้าไทยแพงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลางและราคาก๊าซ LNG พุ่งสูงขึ้น ผลกระทบต่อผู้ประกอบการและ SMEs
27 มีนาคม 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
ค่าไฟฟ้าไทยงวด พ.ค.-ส.ค. 2569 มีแนวโน้มขึ้นแรงจากต้นทุนก๊าซ LNG และราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงเพราะสงครามตะวันออกกลาง
-
SMEs โดยเฉพาะภาคการผลิตและบรรจุภัณฑ์กว่า 98.8% กำลังเผชิญต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบพุ่ง เป็นภาวะ “Perfect Storm” บีบกำไรและความสามารถแข่งขัน
-
ผู้ประกอบการต้องเร่งบริหารจัดการพลังงานและต้นทุน เช่น ลงทุนเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ปรับกระบวนการผลิตให้ Lean/Agile และทบทวนกลยุทธ์ซัพพลายเชนและราคา
ผู้ประกอบการไทยเตรียมรับมือ! ค่าไฟฟ้า งวดใหม่ (พฤษภาคม-สิงหาคม 2569) มีแนวโน้มปรับขึ้นสูง หลัง กกพ. เตรียมพิจารณาต้นทุน ก๊าซ LNG ที่พุ่งแตะ 20 ดอลลาร์ และ ราคาน้ำมันดิบ แตะ 128 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นี่คือ "Perfect Storm" ที่กำลังซัดใส่ SMEs โดยเฉพาะภาคการผลิตและบรรจุภัณฑ์กว่า 98.8% ที่ต้นทุนพุ่งพรวด จำเป็นต้องเร่งปรับตัวบริหารจัดการพลังงานและต้นทุนเพื่อความอยู่รอด
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนดพิจารณา ค่าไฟฟ้างวดใหม่ (พฤษภาคม-สิงหาคม 2569) ในวันที่ 25 มีนาคมนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่น่ากังวลสำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการ SMEs เนื่องจากต้นทุน ราคาก๊าซ LNG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ราคา LNG พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 20 ดอลลาร์ อีกครั้ง
นอกจากผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าแล้ว สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยังส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแตะระดับ 128 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 การที่ราคาพลังงานทั้งก๊าซและน้ำมันปรับตัวขึ้นพร้อมกันนี้ ได้สร้างแรงกดดันโดยตรงต่อ ค่าขนส่ง และ ค่าวัตถุดิบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจของ SMEs ทุกกลุ่ม
ข้อมูลจาก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ชัดเจน โดยระบุว่า ผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มบรรจุภัณฑ์กว่า 98.8% กำลังเผชิญภาวะต้นทุนพุ่งสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะราคา เม็ดพลาสติก PP และฟิล์มบรรจุภัณฑ์ ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนปิโตรเคมีที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งนี้ สถานการณ์นี้ทำให้หลายบริษัท เช่น เอกา โกลบอล ต้องเร่งวางแผนบริหารความเสี่ยงเชิงรุกในการสำรองวัตถุดิบเพื่อรักษาสภาพคล่องและควบคุมต้นทุน
นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างประเมินว่า ประเทศไทยมีความเปราะบางสูงต่อความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก เนื่องจากพึ่งพาพลังงานนำเข้าในสัดส่วนที่สูง ทำให้ SMEs ไทย กำลังเผชิญกับภาวะ "Perfect Storm" ที่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับขึ้นของทั้งค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง และค่าวัตถุดิบพร้อมกันนี้ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันและผลกำไรของผู้ประกอบการถูกบีบอัดอย่างหนัก
ดังนั้น การที่ กกพ. พิจารณาปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในงวดถัดไป จึงเป็นสัญญาณที่ SMEs ต้องตระหนักและเตรียมรับมืออย่างเร่งด่วน ผู้ประกอบการควรพิจารณามาตรการบริหารจัดการพลังงานภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน การปรับกระบวนการผลิตให้ Lean และ Agile มากยิ่งขึ้น เพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ การทบทวนกลยุทธ์ด้านราคาและการจัดการซัพพลายเชน ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ธุรกิจสามารถยืนหยัดและเติบโตได้ในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความผันผวนนี้
