
‘ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย' สร้างมรดกหมื่นล้าน ‘ดุสิตธานี’ จากเสียงคัดค้านของครอบครัว
20 พฤษภาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
“ชนัตถ์” ความหมายที่แปลว่า “คนที่มีประโยชน์” ถูกนำมาตั้งให้กับบุตรสาวของ “พุฒ-ลูกจันทร์ ปิยะอุย” มีถิ่นกำเนิดที่กรุงเทพฯ ด้วยความที่บิดาและมารดาขยันทำค้าขายจึงมีการกิจของครอบครัว โดยมารดาแยกไปทำนาและโรงสีที่อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นโมเดลการสะสมความมั่งคั่งเช่นเดียวกับหลายตระกูลที่เริ่มต้นจากการทำธุรกิจโรงสี
“ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” เกิดในปี พ.ศ.2465 แต่การที่บิดามารดาทำธุรกิจและไม่มีเวลาจึงทำให้การแจ้งเกิดที่ระบุในเอกสารราชการเป็นปี พ.ศ.2467 ด้วยความเป็นคนขยันมีหัวการค้าและต้องการแบ่งเบาภาระครอบครัวจึงหาทางช่วยหาเงินตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่โรงเรียนศึกษานารี เริ่มจากการทำข้าวต้มน้ำวุ้นไปขาย ตามด้วยการซื้อสมุดดินสอที่สำเพ็งไปขายให้เพื่อนที่โรงเรียน
“สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดที่อยากทำธุรกิจและเป็นอิสระของท่าน” ข้อสรุปถึงท่านผู้หญิงที่ระบุในหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย
หลังจากจบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนศึกษานารีได้ศึกษาต่อที่เตรียมธรรมศาสตร์และการเมือง ระหว่างศึกษาชั้นปีที่ 2 ได้อพยพหนีสงครามไปจังหวัดสระบุรีและเมื่อสงครามสงบจึงกลับกรุงเทพฯ แต่การหยุดเรียนทำให้เรียนไม่ทันเพื่อนจึงขอไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาทั้งที่ไม่รู้มาก่อนสร้างประเทศนี้เป็นอย่างไร และได้เลือกเรียนที่นิวยอร์กเพราะต้องการเห็นเมืองที่เจริญและทันสมัย แต่เมื่อท่านผู้หญิงยังสอบเข้าเรียนไม่สำเร็จในปีถัดมาจึงตัดสินใจกลับบ้านเพื่อตั้งหลัก
ก่อนที่จะกลับเมืองไทยได้ซื้อรถยนต์เพื่อขับท่องเที่ยวตามเมืองต่างๆ โดยมีเพื่อนคนไทยและคนจีนที่สมาคมไหหลำนิวยอร์กเป็นเพื่อนร่วมทาง การเดินทางครั้งนี้ทำให้ได้ประสบการณ์การเข้าพักในโฮเทลและโมเตล จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ท่านผู้หญิงสนใจเริ่มต้นในธุรกิจโรงแรมด้วยเหตุผลคิดว่าเป็นอาชีพอิสระเพราะในเวลาเข้าพักไม่เคยเจอเจ้าของหรือผู้จัดการโรงแรมเลย

เสียงคัดค้านของครอบครัวในการลงทุนธุรกิจโรงแรม
เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยไม่กี่เดือนได้ตัดสินใจทำโรงแรมถึงแม้จะไม่ได้เรียนหรือมีประสบการณ์ในธุรกิจนี้มาก่อน ซึ่งได้รับการคัดค้านจากบุคคลรอบตัว แต่ได้ตัดสินใจเช่าที่ดินของพี่สาวริมถนนเจริญกรุง โดยยืมเงินทุนจากบิดามารดาและสามารถคืนเงินได้ครบถ้วน
สิ่งที่ได้รับคำแนะนำจากมารดา คือ “อะไรทำเองได้ก็ให้ทำเอง หากไปจ้างเขาจะมีค่าใช้จ่าย” จึงทำให้การลงทุนครั้งนี้ต้องประหยัดและลงแรงเองเพราะกลัวเงินทุนไม่เพียงพอ และท้ายที่สุดได้โรงแรมขนาด 60 ห้อง ที่มีค็อกเทลเลาจน์ ห้องอาหาร เคาน์เตอร์สายการบิน ร้านค้าเครื่องเงิน ร้านทำผมหญิงและชาย ถือเป็นโรงแรมที่มีบริการครบเปิดบริการวันที่ 6 พ.ค.2492 ภายใต้ชื่อโรงแรมปริ๊นเซส
ภายใน 4-5 ปี โรงแรมปริ๊นเซส มีชื่อเสียงและขยายไปซื้อที่ดินด้านหลังสร้างห้องพักเพิ่ม 46 ห้อง และเป็นโรงแรมแรกที่มีสระว่ายน้ำในกรุงเทพฯ มีสวนรอบสระว่ายน้ำ รวมถึงมีคณะลูกเรือสายการบินแพนอเมริกัน ซึ่งเป็นสายการบินใหญ่ขณะนั้นเข้าพัก และได้รับการยอมรับให้จัดครัวการบินทำให้โรงแรมแห่งนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยท่านผู้หญิงใช้เวลาอยู่ที่โรงแรมทำทุกหน้าที่เพราะการบริหารโรงแรมมีปัญหาให้แก้ไขตลอด
ปัญหาของธุรกิจโรงแรมอยู่ที่รายได้ไม่สม่ำเสมอ โดยบางช่วงผู้ใช้บริการน้อยแต่ไม่ต้องการเลื่อนการชำระหนี้ทำให้ท่าผู้หญิงตัดสินใจขายเครื่องแต่งตัวเพราะปกติไม่ค่อยแต่ง เพียงแต่มีเพราะชอบสะสมตามลักษณะนิสัยผู้หญิง และในบางครั้งต้องขายรถเพื่อชำระหนี้ให้ทันและนั่งรถสามล้อมาทำงาน เพราะต้องการรักษาคำมั่นสัญญา
การทำธุรกิจโรงแรมเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ท่านผู้หญิงมีแนวคิดการเดินทางคือการเปิดโลก โดยเดินทางไปทั่วโลกทั้งสหรัฐ ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ ซึ่งทำให้เห็นรูปแบบการบริหารจัดการโรงแรมที่นำมาปรับใช้กับโรงแรมปริ๊นเซส และโรงแรมไหนที่มีชื่อเสียงจะบินไปดู
จุดเริ่มต้นดุสิตธานีโรงแรม 5 ดาวแห่งแรกของไทย
ปี พ.ศ.2508 “ท่านผู้หญิงชนัตถ์” ได้รับเชิญไปร่วมดูงานกับกระทรวงอุตสาหกรรมที่ประเทศญี่ปุ่น พร้อมนักธุรกิจไทยหลายคนและเข้าพักที่โรงแรมโอกุระ ซึ่งเป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นและได้พบกับประธานโรงแรมโอกุระ ที่แนะนำให้รู้จัก Mr.Shibata ผู้ออกแบบโรงแรมโอกุระและภัตตาคารในสนามบินโตเกียว การหารือกันครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโรงแรม 5 ดาวแห่งแรกของไทย และชักชวนมาเป็นผู้ออกแบบโรงแรมแห่งใหม่
เมื่อออกแบบเสร็จได้มีการประเมินค่าก่อสร้าง ค่าตกแต่งและอุปกรณ์เครื่องใช้ถึง 450 ล้านบาท ซึ่งท่านผู้หญิงตกใจเพราะสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เกือบเท่าตัว จึงมีการแนะนำให้ลงทุนทีละครึ่งแต่ท่านผู้หญิงไม่เห็นด้วยเพราะออกแบบเป็นอาคารเดียว หากจะสร้างเพียงครึ่งเดียวจะสร้างความไม่สะดวกทั้งผู้พักและผู้บริหาร แต่เป็นการตัดสินใจตกลงทั้งที่ยังไม่ทราบจะหาเงินจากไหน ซึ่งได้มีการจัดหาแหล่งเงินทุน ดังนี้
1.การขายหุ้น สถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้ท่านผู้หญิงทำสิ่งใหม่ที่เป็นครั้งแรกในวงการธุรกิจขณะนั้น ส่วนหนึ่งคือการขายหุ้นในยุคที่ยังไม่มีการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2518 เป็นปีเดียวกับที่เปิดบริการโรงแรมดุสิตธานี โดยท่านผู้หญิงได้เชิญชวนเฉพาะผู้ที่เคารพนับถือมาร่วมลงทุน เพราะยุคนั้นคนไทยยังไม่นิยมให้นำเงินตนเองไปให้ผู้อื่นบริหาร
2.การกู้เงิน แบ่งเป็นการกู้เงินต่างประเทศด้วยการซื้อสินค้าและอุปกรณ์ของใช้ในกิจการโรงแรมในระบบเงินผ่อน และการกู้เงินในประเทศเพื่อเป็นค่าจ้างแรงงานและซื้ออุปกรณ์ในประเทศ
3.การสร้างอาคารพาณิชย์ให้เช่าเพื่อให้ลูกค้ามาเป็นลูกค้าของโรงแรมเป็นการสร้างรายได้มาใช้ในกิจการโรงแรม
โรงแรมดุสิตธานี เป็นความฝันของท่านผู้หญิงที่ต้องการสร้างโรงแรม 5 ดาว ของคนไทยตามมาตรฐานสากลและมีเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ไม่ปรากฎเฉพาะแค่ชื่อ แต่รวมถึงอาคาร การตกต่างและการบริการ ซึ่งช่วงจดทะเบียนตั้งบริษัทมีคำแนะนำให้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษเพื่อง่ายต่อการจดจำของลูกค้าต่างชาติ แต่ท่านผู้หญิงไม่เห็นด้วยกับการใช้ชื่อ “แปซิฟิค” หรือ “อีสเทิร์น” และเห็นว่าโรงแรมไทยควรใช้ชื่อภาษาไทย
ท่านผู้หญิงตัดสินใจใช้ชื่อ “ดุสิตธานี” จากการที่ที่ตั้งโรงแรมเช่าที่ดินสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งท่านผู้หญิงได้ถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 และนึกถึงเมืองสมมติที่พระองค์พระราชทานสำหรับเมืองประชาธิไตย “ดุสิตธานี” ซึ่งเป็นชื่อของสวรรค์ชั้น 4 ที่มีความหมายมีความไพเราะและชื่อเป็นมงคลสำหรับผู้เข้าพัก
การออกแบบอาคารดูทันสมัยแต่มีสะท้อนความเป็นไทยเป็นอาคารรูปทรงสามเหลี่ยมสูง 23 ชั้น บริเวณหัวมุมถนนสีลม ขนาด 500 ห้องและบนยอดเป็นปลายกรวยแหลมคล้ายยอดเจดีย์สีทองที่ได้แรงบันดาลใจจากพระปรางค์วัดอรุณฯ โดยให้โรงแรมเวสเทิร์นมาวางแนวทางการบริหารตามแบบสหรัฐอเมริกา และได้ส่งพนักงานคนไทยไปฝึกงานที่ต่างประเทศด้วย ซึ่งพนักงานทุกระดับต้องรับการอบรมมารยาทแบบไทยและท่านผู้หญิงเน้นเรื่องความสุภาพอ่อนน้อมและการไหว้

ตัดสินใจครั้งใหญ่รีโนเวตโรงแรมดุสิตธานี
โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ที่ตั้งอยู่บนหัวมุมถนนสีลม-พระราม 4 กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราของไทยมาตั้งแต่ปี 2513 เมื่ออาคารเดิมมีอายุมากขึ้น ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ในวัย 90 ปี ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญให้รื้อถอนอาคารเก่าและสร้างใหม่ในรูปแบบมิกซ์ยูส
การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันหลายด้าน ทั้งสัญญาเช่าที่ดินที่กำลังจะหมดอายุกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และความจำเป็นในการปรับตัวเพื่อแข่งขันกับโรงแรมระดับหรูที่เกิดขึ้นใหม่มากมายในกรุงเทพฯ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คือการต่อสัญญาเช่าที่ดินกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สัญญาเช่าเดิมที่มีอายุ 30 ปี หมดลงทำให้ท่านผู้หญิงชนัตถ์จึงได้เข้าเจรจาเพื่อต่ออายุสัญญา
การเจรจาใช้เวลานานและมีความท้าทาย เนื่องจากทางสำนักงานทรัพย์สินฯ มีนโยบายปรับปรุงพื้นที่เชิงพาณิชย์ในย่านใจกลางเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในที่สุดโรงแรมดุสิตธานีได้รับการต่อสัญญาเช่าที่ดินเป็นระยะเวลา 30 ปี พร้อมเงื่อนไขให้พัฒนาโครงการมิกซ์ยูสที่ทันสมัยและใช้ประโยชน์จากที่ดินให้คุ้มค่ามากขึ้น โดยให้บริการครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 ม.ค.2562 เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการพัฒนาโรงแรมใหม่
ทั้งนี้ เพื่อให้โครงการมิกซ์ยูสเป็นจริง ท่านผู้หญิงชนัตถ์ตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้งด้วยการร่วมทุนกับเซ็นทรัลพัฒนา ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย โดยโครงการร่วมทุนมูลค่ากว่า 36,700 ล้านบาท นี้ได้รับการออกแบบให้มีทั้งโรงแรมดุสิตธานีแห่งใหม่ อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และคอนโดมิเนียมระดับหรู
การตัดสินใจนี้ถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ของท่านผู้หญิงชนัตถ์ในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับดุสิตธานี โดยผนึกกำลังกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ แต่ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ไม่ได้มีโอกาสเห็นบทสรุปของโรงแรมดุสิตธานีแห่งใหม่ หลังจากถึงแก่อนิจกรรมในวันที่ 3 พ.ศ.2563
โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ แห่งใหม่ เป็นโครงสร้างอาคารสูงสีทองขนาด 39 ชั้น ประกอบไปด้วยห้องพักหรูตั้งแต่ห้องดีลักซ์จนถึงห้องสวีท รวม 257 ห้อง โดยผสมผสานระหว่างเอกลักษณ์ความเป็นไทยกับความสากลทันสมัยที่ตอบโจทย์การใช้งานด้วยพื้นที่ห้องพักมาตรฐานขนาดเริ่มต้นที่ 50 ตร.ม.ขึ้นไป ภายใต้เป้าหมายที่จะทําให้โรงแรมกลับมายิ่งใหญ่ในบริบทของยุคใหม่
ความขัดแย้งภายในทายาทท่านผู้หญิง
เกิดความขัดแย้งระหว่าง 3 ทายาทของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานี โดยปะทุชัดเจนในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ครั้งที่ 32/2568 เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2568 เมื่อ "บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด" ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) โดยถือหุ้น 49.74% ไม่อนุมัติงบการเงินประจำปี 2567 ทั้งที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองโดยผู้สอบบัญชีแล้ว ทำให้ส่งงบการเงินไตรมาส 1 ปี 2568 ไม่ทันวันที่ 15 พ.ค.2568
สำหรับบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ถือหุ้นโดย ชนินทธ์ โทณวณิก บุตรชายคนโต , สินี เธียรประสิทธิ์ บุตรสาวคนกลาง และ สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค บุตรสาวคนเล็ก เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) โดยในเดือน ก.พ.2568 มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ครั้งสำคัญ โดย ชนินทธ์ โทณวณิก พ้นจากกรรมการ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ถูกควบคุมโดย
ครอบครัวน้องสาวของ ชนินทธ์ โทณวณิก มีกรรมการประกอบด้วย นางสินี เธียรประสิทธิ์ , นางสาวลลิตา เธียรประสิทธิ์ , นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค และนายภัทร สาลีรัฐวิภาค
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) รีบออกมาชี้แจงว่าไม่กระทบการดำเนินงานของโรงแรมดุสิตธานี โดยยังคงมี ชนินทธ์ โทณวณิก ยังคงเป็นรองประธานกรรมการบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ส่วน สินี เธียรประสิทธิ์ ยังคงเป็นกรรมการบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ที่ดูแลทางด้านการเงิน
ในปี 2567 มีรายได้ 11,204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74.8% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้า นับเป็นรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ของบริษัท ณ วันนี้โรงแรมดุสินธานียังคงเดินหน้าต่อไป โดยมีความพยายามให้เป็นความขัดแย้งภายในของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด เพื่อไม่ให้กระทบการบริหารงานของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)
.png)
