30 ปี “ชาติศิริ โสภณพนิช” จากวิกฤตต้มยำกุ้งสู่การปฏิวัติดิจิทัลแบงกิ้ง

30 ปี “ชาติศิริ โสภณพนิช” จากวิกฤตต้มยำกุ้งสู่การปฏิวัติดิจิทัลแบงกิ้ง

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ภายหลังจากการลงจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย ของ “บัณฑูร ล่ำซ่ำ” เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2563 เป็นการยุติบทบาท CEO ของตระกูลล่ำซ่ำในธนาคารกสิกรไทยที่ก่อตั้งโดย “โชติ ล่ำซ่ำ” เมื่อปี 2488 ทำให้เหลือเพียง “ชาติศิริ โสภณพณิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะทายาทเจ้าสัวธุรกิจธนาคารที่ยังคงบทบาท CEO

“ชาติศิริ” ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูล เข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ด้วยวัยเพียง 35 ปี เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2537 จึงเป็นผู้สืบทอดธุรกิจครอบครัวของ “เจ้าสัวชาตรี โสภณพนิช” ในฐานะที่เป็นทายาทคนโตของพี่น้อง 4 คน เพื่อบริหารธนาคารที่มีสินทรัพย์มากที่สุดในประเทศ ว่ากันว่า “ชาติสิริ” ขึ้นมาเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ในอายุใกล้เคียงกับ “บัณฑูร” ที่รับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทยเมื่ออายุ 39 ปี

เช่นเดียวกับทายาทตระกูลธุรกิจหลายคนที่ต้องผ่านงานหลายระดับก่อนที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำองค์กร “ชาติศิริ” เริ่มต้นงานในธนาคารกรุงเทพในปี 2529 ในตำแหน่งพนักงานระดับต้นก่อนจะผ่านงานบรืหารระดับต้นสายงานเงินตราต่างประเทศ รวมถึงสายงานบริหารการเงินและการตลาด จนกระทั่งเข้ารับตำแหน่งกรรมการธนาคารในปี 2535 และเป็นกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ในปี 2537 ก่อนขยับเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ในปีถัดมา

การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำธนาคารที่มีสินทรัพย์มากที่สุดในประเทศไทยในวัย 35 ปี ทำให้ “ชาติสิริ” ถูกจับตามองอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นการบริหารที่อยู่ในร่มเงาของ “เจ้าสัวชาตรี” ที่ลุกออกจากเก้าอี้กรรมการผู้จัดการใหญ่เมื่อปี 2535 หลังจากดำรงตำแหน่งนี้มา 12 ปี ก่อนให้ “วิชิต สุรพงษ์ชัย” รับไม้ต่อช่วงสั้น 2 ปี และ “วิชิต” คนนี้ที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับ “ชาติสิริ” ตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ

 

นอกจากนั้น “ชาติสิริ” ยังมีพี่เลี้ยงอีกหลายคน เช่น “ปิติ สิทธิอำนวย” อดีตประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ ปี 2549-2551 และอดีตประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ ปี 2561-2565

ช่วงเวลาที่ “ชาติศิริ” ก้าวขึ้นมาบริหารธนาคารกรุงเทพไม่นานเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบธนาคารไทย หลายสถาบันการเงินต้องปิดตัวลง หรือถูกควบรวมกิจการ แต่ธนาคารกรุงเทพก้าวพ้นวิกฤติมาได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เหมือนธนาคารอื่น

ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ธนาคารกรุงเทพมีส่วนแบ่งการตลาด 20% โดยหนังสือ “80 ปี เพื่อคู่คิดมิตรคู่บ้าน ธนาคารกรุงเทพ” ระบุว่านโยบายของฝ่ายจัดการที่เน้นขยายธุรกิจด้านคุณภาพมากกว่าปริมาณมานาน รวมถึงนโยบายประหยัดค่าใช้จ่ายเข้มงวด และนโยบายการปฏิบัติงานที่เน้นความคล่องตัวในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดเป็นเงื่อนไขหลักที่ทำให้ธนาคารกรุงเทพผ่านช่วงวิกฤติดังกล่าวไปได้

วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 จึงถือเป็นบทเรียนสำคัญของ “ชาติศิริ” ที่ทำให้ก้าวขึ้นมาเป็นนายแบงก์ที่ได้รับการยอมรับถึงความสามารถในการนำธนาคารฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ 2540 เจ้าสัวชาตรีและชาติศิริ ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจด้วยการยุบบริษัทที่ไปต่อไม่ได้ เช่น บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด รวมถึงการตัดสินใจขายทรัพย์สินบางรายการ เช่น อาคารบางกอกซิตี้ ถนนสาธร และการตัดสินใจครั้งสำคัญอยู่ที่การให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นเพราะจำเป็นต้องเพิ่มทุน

ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ 2540 ถึงแม้เจ้าสัวชาตรีจะมีบทบาทในการบริหาร แต่ประสบการณ์จากความท้าทายหลายส่วนทำให้บทบาทของ “ชาติศิริ” เด่นชัดขึ้นในการกุมบังเหียนธนาคารกรุงเทพ โดยเฉพาะการเป็นผู้นำองค์กรในช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีทางการเงินที่ Fintech เข้ามามีบทบาทมากขึ้น รวมถึงการผสานการทำงานของรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ในองค์กร การยอมรับในตัว “ชาติสิริ” ยังรวมไปถึงการรับตำแหน่งประธานสมาคมธนาคารไทยเมื่อปี 2545-2548 และเป็นอีกสมัยในปี 2554-2556

การบริหารงานของ “ชาติศิริ” มีลักษณะเฉพาะตัว โดยเน้นความระมัดระวังและการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ทำให้ธนาคารกรุงเทพมีอัตราส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม ซึ่งไม่แปลกในที่เจ้าสัวชาตรี จะนิยามลักษณะของทายาทไว้ว่าเป็นคนสุภาพ ประสานกับคนได้เก่งเหมาะที่จะทำงานที่ธนาคารกรุงเทพที่มีพนักงานจำนวนมาก

ภายใต้การนำของ “ชาติศิริ” ธนาคารกรุงเทพได้เริ่มปรับตัวด้วยการลงทุนในเทคโนโลยี และสร้างพันธมิตรกับบริษัทฟินเทค รวมถึงการจัดตั้งกองทุน Bangkok Bank InnoHub เพื่อร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีทางการเงิน นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงและแสวงหาโอกาสการเติบโตใหม่ๆ เช่น การเข้าซื้อกิจการธนาคาร Permata ในอินโดนีเซียเมื่อปี 2563

ปัจจุบันธนาคารกรุงเทพมีสินทรัพย์ 4.55 ล้านล้านบลาท มีจำนวนสาขาในไทย 791 แห่ง ตามที่ระบุในรายงานประจำปี 2567 และมีเครือข่ายสาขาในต่างประเทศรวม 14 ประเทศ มากที่สุดในอินโดนีเซีย 203 แห่ง โดยธนาคารกรุงเทพเริ่มขยายสาขาเครือข่ายไปต่างประเทศตั้งแต่ปี 2497 ที่ฮ่องกง และสาขาเครือข่ายเกือบทั้งหมดเริ่มจัดตั้งก่อนที่ “ชาติสิริ” จะเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ยกเว้นเมียนมาที่เริ่มเข้าไปเมื่อปี 2538

ที่ผ่านมา “ชาติศิริ” มองว่า อุตสาหกรรมธนาคารไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการแข่งขันของผู้เล่นรายใหม่ เช่น Virtual Bank และ Non-Bank รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันไปใช้บริการดิจิทัล มากขึ้น ซึ่งธนาคารจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ในมุมมองของชาติศิริ การผสมผสานระหว่างจุดแข็งของธนาคารดั้งเดิม เช่น ความน่าเชื่อถือ ฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง และความเชี่ยวชาญในการบริหารความเสี่ยง กับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ จะเป็นกุญแจสำคัญในการอยู่รอดและเติบโตในอนาคต

“ชาติศิริ” ถือเป็นต้นแบบของทายาทธุรกิจที่สามารถสืบทอดกิจการครอบครัวได้ต่อเนื่องจนทำให้ตระกูล “โสภณพณิช” ยังคงบทบาทนำในการบริหารธนาคารกรุงเทพต่อเนื่องมา 80 ปี หรือนับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2487 จากผู้ร่วมก่อตั้งที่ประกอบด้วย เจ้าพระยารามราฆพ , หลวงรอบรู้กิจ และนายชิน โสภณพนิช

หลังจากนี้หน้าที่สำคัญของ “ชาติสิริ” ในวัย 65 ปี อยู่ที่การเตรียมส่งไม้ต่อให้กับ “โสภณพนิช” รุ่นที่ 4 จะเห็นได้ว่าหลังจากที่ “ชานนท์ โสภณพนิช” บุตรชายคนโตของ “ชาติสิริ” สำเร็จการศึกษาปริญญาโทสาขาวิจัยดำเนินการ จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐ ได้เจ้ามาทำงานที่ธนาคารกรุงเทพในตำแหน่งผู้ชำนาญการในปี 2561 และปัจจุบันรับผิดชอบในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารระดับVice President ผู้จัดการธุรกิจพลังงาน ที่มีพี่เลี้ยงอย่าง “ศิริ จิระพงษ์พันธ์” กรรมการธนาคารกรุงเทพ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 

ถัดมาในปี 2562 “ชานันท์ โสภณพนิช” บุตรชายคนที่ 2 ของ “ชาติสิริ” จบปริญญาโทสาขาการวิเคราะห์เชิงธุรกิจ เข้าทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ ในตำแหน่งพนักงานวิเคราะห์ และปัจจุบันรับผิดชอบงานในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Assistant Vice President บริหารช่องทาง Mobile Banking ที่เพิ่งฉลองงานวิวาห์แห่งปีที่ถูกพูดถึงในวงกว้างกับ “กมลนันท์ เจียรวนนท์" บุตรสาวของ "ศุภชัย เจียรวนนท์" เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2565

หลังจากนี้จึงเป็นบทบาทสำคัญของ “ชาติสิริ” ที่จะสร้างทายาทธุรกิจให้มีความพร้อมที่มารับไม้ต่อการบริหารธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อการการเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ธุรกิจธนาคารกำลังถูกท้าทายจากเทคโนโลยีใหม่ที่ทั้ง “ชาติสิริ-ชานนท์-ชานันท์” จะมีบทบาทสำคัญเพื่อให้ธนาคารกรุงเทพเป็นธุรกิจที่ก้าวให้ถึงปีที่ 100

 


หน้าหลัก > ผู้นำธุรกิจ