ภารกิจหนักหนา: โจทย์เศรษฐกิจที่รัฐบาลอนุทิน-เอกนิติ ต้องเผชิญ

ภารกิจหนักหนา: โจทย์เศรษฐกิจที่รัฐบาลอนุทิน-เอกนิติ ต้องเผชิญ

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล🔗 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมดึงดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ🔗 เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐบาลชุดใหม่กำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่หนักหนาและซับซ้อนกว่าที่เคยเป็นมา ท่ามกลางภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในที่สะสมมานาน

เศรษฐกิจไทยภายใต้"ข้างนอกท้าทาย ข้างในอ่อนแอ"

ตามรายงานเชิงลึกจากโครงการ "Reinvent Thailand" ที่เป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และภาคเอกชน ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญสถานการณ์ "ข้างนอกท้าทาย ข้างในอ่อนแอ" ที่นำไปสู่อาการ "โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้ำ"

อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยเติบโตเฉลี่ย 7% ในช่วงปี 2537-2539 กลับลดลงมาต่ำกว่า 3% หลังวิกฤตโควิด-19 ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนหดตัวจาก 6% ในช่วงปี 2542-2551 เหลือเพียงประมาณ 2% หลังวิกฤตโควิด-19

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในการประชุมเดือนกันยายน 2568 ประมาณการว่า GDP ไทยปี 2568 จะขยายตัวเพียง 1.8-2.2% โดยครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยายตัวเพียงประมาณ 1% เท่านั้น

แรงกระแทกจากสหรัฐฯ ที่ซ้ำเติมปัญหาเดิม

ความท้าทายใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญคือผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่กำแพงภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 80 กว่าปี ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในภาคส่งออกประมาณ 2 แสนราย ซึ่งมีการจ้างงานประมาณ 3 ล้านคน และมีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 6 ต่อ GDP

ธุรกิจส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ มีมูลค่ากว่า 54,956 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567 หรือ 18% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ครอบคลุมผู้ส่งออกจำนวน 6,356 ราย ที่มีการจ้างงานสูงถึง 1.6 ล้านคน โดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าที่ถูกเก็บภาษีตอบโต้ (58% ของสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ) อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า เกษตรและเกษตรแปรรูป และเคมีภัณฑ์

นอกจากนี้ ยังมีผู้ผลิตในประเทศกว่า 1.9 แสนรายที่มีการจ้างงานสูงถึง 1.4 ล้านคน รวมทั้งเกษตรกรประมาณ 1.9 ล้านคน ที่เผชิญการแข่งขันสูงขึ้นจาก import flooding และการเปิดเสรีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นโซ่ตรวน

รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกันในสี่มิติหลัก

ภาคธุรกิจ ขาดพลวัตและนวัตกรรม บริษัทอายุน้อย (อายุน้อยกว่า 5 ปี) มีส่วนแบ่งตลาดลดลง SMEs เผชิญการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ขณะที่เศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่ถึง 78% ของธุรกิจทั้งหมด

ภาคประชาชน คุณภาพแรงงานไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ แม้การลงทุนด้านการศึกษาประมาณ 8 แสนล้านบาทต่อปี (5% ของ GDP) แต่คะแนน PISA ลดลงต่อเนื่องจนอยู่ระดับต่ำสุดในทุกวิชาและต่ำกว่าเพื่อนบ้าน

ภาครัฐ การเมืองมีความไม่แน่นอนสูง ระบบราชการปรับตัวช้า กฎระเบียบมีจำนวนมากซ้ำซ้อนและล้าสมัย คอร์รัปชันฝังรากลึก นโยบายเศรษฐกิจส่วนใหญ่เน้นการอุดหนุนแบบไม่มีเงื่อนไข

ภาคการเงิน หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อรายได้ คนไทยกว่า 25 ล้านคนมีหนี้ในระบบ มูลค่าหนี้เฉลี่ยต่อคนสูงถึง 540,000 บาท กลุ่มรายได้น้อยมีภาระหนี้ต่อรายได้สูงถึง 73%

สัญญาณเตือนจากธนาคารกลาง

ธนาคารแห่งประเทศไทยในการประชุมเมื่อ 13 สิงหาคม 2568 ได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.75% เป็น 1.50% ต่อปี โดยระบุว่ามาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างและขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งเศรษฐกิจบางภาคส่วนมีความเปราะบางมากขึ้นโดยเฉพาะ SMEs

สินเชื่อหดตัวต่อเนื่องตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะใน SMEs และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำ ขณะที่คุณภาพสินเชื่อยังปรับด้อยลงโดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อที่อยู่อาศัย

กกร. เสนอมาตรการเร่งด่วน

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดหรือผ่อนปรนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่น้อยกว่า 50% ในปี 2569

นอกจากนี้ ยังเน้นความสำคัญของการจ่ายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน (Pay by Skills) มากกว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ รวมทั้งการ UP-Skill & Re-Skill, Multi-Skill และ New Skill

ภารกิจของรัฐบาลอนุทิน-เอกนิติ

รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และดร.เอกนิติ นิติฑัณประภาศ จะต้องเผชิญกับความท้าทายที่ต้องการทั้งมาตรการรองรับผลกระทบระยะสั้นและการปรับตัวยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยภาคเอกชนเป็นหัวหอกหลักในการปรับตัว ภาคการเงินมีบทบาทในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร และภาครัฐต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจ

หากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถปรับโครงสร้างเหล่านี้อย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยเสี่ยงที่จะติดอยู่ในภาวะ "โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้ำ" ที่ยืดเยื้อ ดังนั้น การยกระดับผลิตภาพในทุกภาคส่วนจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลอนุทิน-เอกนิติต้องให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อสร้างพลวัตใหม่และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกลับสู่เส้นทางการเติบโตที่ยั่งยืน

ที่มา: รายงานเชิงลึกจากโครงการ "Reinvent Thailand - A Platform for Policy Co-Creation and Execution", ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน 13 สิงหาคม 2568, การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน กันยายน 2568