สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้: ผลกระทบเศรษฐกิจและการตอบสนองของภาครัฐและภาคการเงิน

สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้: ผลกระทบเศรษฐกิจและการตอบสนองของภาครัฐและภาคการเงิน

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยช่วงต้นเดือนธันวาคม 2567 ได้สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในหลายจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค บริษัทหลักทรัพย์พาย (บล.พาย) ได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจในจังหวัดสงขลาว่าอาจสูงถึง 1.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทย และคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากนักเดินทางชาวมาเลเซีย อาจได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม บล.พายยังคงมองว่าผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมจะยังคงอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจของภาคใต้มีสัดส่วนไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับภาพรวมของประเทศ ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายงานว่าแม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายในบางพื้นที่ แต่ยังคงมี 9 จังหวัดในภาคใต้ที่เผชิญกับภาวะน้ำท่วมและยังไม่กลับสู่สภาวะปกติอย่างเต็มที่ ซึ่งบ่งชี้ถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเข้าไปให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟู

มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ได้อนุมัติมาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ถึง 4 มาตรการใหญ่ ครอบคลุมทั้งด้านการเงิน ภาษี การประกันภัย และการฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ของธนาคารของรัฐเป็นระยะเวลาสูงสุด 1 ปี สำหรับวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท พร้อมกับการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเยียวยาและฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่และธุรกิจ นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รวบรวมและประสานงานกับสถาบันการเงินต่างๆ เช่น กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ได้ออกมาตรการผ่อนผันการชำระหนี้ และบริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD ที่เปิดช่องทางให้ลูกค้าเคลมประกันภัย เพื่อให้การช่วยเหลือลูกหนี้และผู้ประกอบการรายย่อยเป็นไปอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการจัดการกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ขณะเดียวกัน ในภาคธุรกิจเอกชน กลุ่มสมอทอง (SMO) ได้ยืนยันว่าโรงงานในพื้นที่ภาคใต้ของบริษัทยังคงสามารถดำเนินงานและเดินเครื่องผลิตได้ตามปกติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผลกระทบไม่ได้กระจายไปถึงทุกภาคส่วนของธุรกิจในพื้นที่อย่างทั่วถึง แต่ยังคงมีกลุ่มธุรกิจที่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและดำเนินงานได้ต่อเนื่อง

ความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ

จากสถานการณ์และมาตรการตอบสนองที่เกิดขึ้น สามารถสรุปได้ว่า แม้สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้จะสร้างผลกระทบในระดับภูมิภาคและท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะต่อเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาและภาคการท่องเที่ยวที่พึ่งพิงนักเดินทางจากต่างประเทศ แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคของประเทศและตลาดหุ้นไทยยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ ด้วยมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาจากภาครัฐและสถาบันการเงินที่ออกมาอย่างรวดเร็วและครอบคลุม ทั้งการบรรเทาภาระหนี้สินและการสนับสนุนการฟื้นฟู จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสียหายในระยะสั้นและเร่งให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การติดตามและประเมินผลของมาตรการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวางแผนรับมือกับภัยธรรมชาติในระยะยาว จะเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับภาคใต้ในอนาคต และเพื่อประคองให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้ด้วยความมั่นคง

ข้อมูลสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจของหาดใหญ่และสงขลา

หาดใหญ่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของภาคใต้ โดยจังหวัดสงขลา (ซึ่งหาดใหญ่เป็นศูนย์กลาง) มีขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ประมาณ 2.51 แสนล้านบาท ถือเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภาคใต้และอันดับที่ 14 ของประเทศ ความเสียหายจากเหตุน้ำท่วมในครั้งนี้ประเมินว่ามีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท (ช่วง 1 เดือน) ซึ่งกระทบต่อ GDP ของประเทศให้ลดลงประมาณ 0.22%

ด้านการค้าชายแดน อำเภอหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยด่านศุลกากรสะเดาซึ่งอยู่ใกล้เคียง มีมูลค่าการค้ารวมในปี 2567 (ม.ค.-มิ.ย.) อยู่ที่ 214,411 ล้านบาท ถือเป็นด่านศุลกากรที่มีมูลค่าการค้าชายแดนสูงสุดของประเทศ น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ โดยประเมินว่ารายได้หายไปประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท

จากข้อมูลแรงงานในจังหวัดสงขลา ปี 2567 มีผู้มีงานทำทั้งสิ้นประมาณ 934,513 คน และมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 6,656 คนซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมอาจส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นในระยะสั้น

ในด้านการท่องเที่ยว ธุรกิจท่องเที่ยวสงขลาในปี 2567 มีการเติบโตถึง 30% แต่น้ำท่วมครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญนอกจากนี้ สถานการณ์น้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการ เนื่องจากหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้ การฟื้นฟูและการสร้างความเข้มแข็งใหม่เพื่อเศรษฐกิจจึงถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง การดูแลจากทุกภาคส่วนและการให้ควารธริมช่วยเหลือที่เหมาะสมจะช่วยให้หาดใหญ่สามารถกลับคืนมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ได้อีกครั้ง