
ปลดล็อกสองโอกาสทอง ‘โซลาร์–รางรถไฟ’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต
12 ธันวาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว โดยมีสองปัจจัยชี้ชะตาการเติบโตในทศวรรษหน้า—ระบบราง และ พลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งสองเสาหลักนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน แต่ยังสร้าง “ตลาดใหม่” มูลค่ารวมระดับล้านล้านบาทที่พร้อมผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ยกระดับครั้งใหญ่ หากได้รับการปลดล็อกอย่างจริงจัง
เสียงสะท้อนสำคัญจาก ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของการเร่งปฏิรูปครั้งนี้ โดยเสนอว่ารัฐบาลควร
“ใช้ทรัพย์สินและทรัพยากรของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ทั้งการเร่งสนับสนุนโซลาร์ทั่วประเทศ และการเปิดให้เอกชนใช้ระบบรางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระขาดทุนของรัฐ

ส่วนที่ 1 ระบบราง: เครื่องยนต์ใหม่ของต้นทุนโลจิสติกส์ไทย
ประเทศไทยมีโครงข่ายรางยาวกว่า 4,000 กม. แต่ส่วนใหญ่ยังเป็น รางเดี่ยว ทำให้ศักยภาพการเดินรถถูกจำกัดและไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่มีระบบรางที่ทันสมัยได้ ความล่าช้าในระบบขนส่งนี้คือหนึ่งในต้นทุนแฝงที่ทำให้ไทยเสียโอกาสมานานหลายปี
1.1 รางคู่—หัวใจการลดต้นทุนโลจิสติกส์
การเร่งลงทุนใน โครงการรางคู่ คือกุญแจสำคัญ การเปลี่ยนจากรางเดี่ยวเป็นรางคู่จะเพิ่มความเร็ว ความถี่ และปริมาณการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าหนักระยะไกลที่ควรถูกโยกจากถนนมาสู่รางเพื่อลดต้นทุนทั้งระบบ
ขณะนี้ไทยยังพึ่งพาถนนเป็นหลัก ซึ่งมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่า หากสามารถเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าผ่านราง จะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระดับโครงสร้าง
1.2 เปิดรางให้เอกชนใช้—เพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความคุ้มค่า
ดร.ศุภวุฒิชี้ชัดว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยยังใช้รางไม่คุ้มค่า ทั้งที่เป็นสินทรัพย์มหาศาลของประเทศ และยังประสบปัญหาขาดทุนเรื้อรัง การอนุญาตให้เอกชนเข้ามาใช้รางสำหรับขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร จะเพิ่มการใช้ประโยชน์รางทั้งระบบ ขยายรายได้ให้ภาครัฐ และกระตุ้นการแข่งขันซึ่งนำไปสู่บริการที่ดีขึ้นและต้นทุนต่ำลง
1.3 TOD: มูลค่าใหม่รอบสถานี
การพัฒนาระบบรางยังเปิดโอกาสเกิด Transit-Oriented Development (TOD) หรือการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานี ซึ่งจะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ในหลายจังหวัด สร้างงาน กระตุ้นธุรกิจ และเพิ่มรายได้ให้รัฐในระยะยาว
ส่วนที่ 2 โซลาร์: พลังงานยุทธศาสตร์สู่อนาคต EV–ESS
ประเทศไทยตั้งเป้าเพิ่มพลังงานสะอาดเป็น 50% ภายในปี 2040 โดยพลังงานแสงอาทิตย์คือทรัพยากรธรรมชาติที่ไทยมีศักยภาพสูงที่สุด แต่ยังถูกใช้ไม่เต็มที่
ดร.ศุภวุฒิเน้นว่า โซลาร์เป็นพลังงานที่ “ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อ” แตกต่างจากก๊าซธรรมชาติที่ไทยต้องนำเข้าปีละ 8–9 พันล้านดอลลาร์ ดังนั้นการเร่งสนับสนุนโซลาร์ทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) อย่างที่ข้อเสนอภาครัฐบางช่วงให้ความสำคัญ คือสิ่งจำเป็นเร่งด่วนเพื่อลดการนำเข้าและเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน
2.1 ESS: ทำให้โซลาร์เป็นพลังงานหลักได้จริง
โซลาร์ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะตอนกลางวัน ทำให้ Energy Storage System (ESS) กลายเป็นเทคโนโลยีที่ขาดไม่ได้ ESS จะเป็นแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่เก็บพลังงานไว้ใช้ในยามที่ไม่มีแสงแดด ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพมหาศาล ทั้งในระดับบ้านเรือน โรงงาน ไปจนถึงระดับประเทศ
2.2 ปลดล็อก P2P Trading: แรงกระตุ้นที่ทรงพลังที่สุด
ปัจจุบัน Solar Rooftop ถูกจำกัดด้วยราคาการรับซื้อไฟส่วนเกินที่ต่ำ การเปิดให้ซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer (P2P) จะทำให้ประชาชนและธุรกิจสามารถขายไฟให้กันเองได้โดยตรง สร้างแรงจูงใจให้เกิดการติดตั้งโซลาร์อย่างกว้างขวาง และเปลี่ยนโซลาร์ให้กลายเป็นพลังงานหลักที่ประชาชนมีส่วนร่วมผลิตได้จริง
2.3 วางรากฐานสู่ศูนย์กลางแบตเตอรี่ EV
การพัฒนา ESS จะยกระดับความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หากไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานได้ครบห่วงโซ่ จะผลักดันประเทศสู่การเป็น ฮับการผลิตแบตเตอรี่ EV ของอาเซียน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มูลค่าเพิ่มสูงและเติบโตเร็วที่สุดในโลก
สรุป: ทางเลือกวันนี้คือจุดกำเนิดเศรษฐกิจทศวรรษหน้า
ทั้งระบบรางคู่ การเปิดรางให้เอกชนใช้ การปลดล็อกโซลาร์ทั่วประเทศ ESS และ P2P Trading ล้วนเป็นโครงการที่มีมูลค่ารวมระดับ ล้านล้านบาท มีพลังในการลดต้นทุนประเทศอย่างถาวร และเพิ่มศักยภาพแข่งขันในระยะยาว
ข้อเสนอของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ จึงเป็นทิศทางที่ชัดเจน—ประเทศต้อง “ใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่แล้วให้คุ้มค่าที่สุด” ทั้งรางรถไฟและแสงแดด หากรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปด้วยความกล้าหาญและโปร่งใส ประเทศไทยจะสามารถคว้าโอกาสทองครั้งนี้ และก้าวสู่เศรษฐกิจทศวรรษใหม่ที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และแข่งขันได้มากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน
