
กลุ่ม ปตท. เดินเครื่องโรงกลั่นเต็มกำลังและเร่งกระจายน้ำมันทั่วประเทศ
30 มีนาคม 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
กลุ่ม ปตท. เดินเครื่องโรงกลั่นเฉลี่ย 105% ดึงสต็อกสำรองมาใช้ และเปิดคลังน้ำมัน 24 ชั่วโมงเพื่อกระจายน้ำมันทั่วประเทศ สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน
-
OR เปิด PTT Station 2,255 แห่งเต็มศักยภาพ เพิ่มรอบขนส่งทุกช่องทางให้การส่งมอบน้ำมันต่อเนื่องไม่สะดุด
-
มาตรการนี้เอื้อต่อธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ ช่วยลดความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมันและทำให้บริหารต้นทุนเชื้อเพลิงได้มั่นคงขึ้น
กลุ่ม ปตท. เร่งเดินเครื่องโรงกลั่นเกินกำลังผลิตเฉลี่ย 105% พร้อมเปิดคลังน้ำมัน 24 ชั่วโมง และเพิ่มรอบขนส่ง เพื่อกระจายน้ำมันทั่วประเทศ สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ตอบสนองความต้องการที่สูงขึ้น และดึงสต็อกสำรองมาใช้ภายในประเทศ การรับประกันอุปทานที่เพียงพอและต่อเนื่องนี้ เป็นข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง ช่วยลดความกังวลเรื่องการขาดแคลนและรักษาเสถียรภาพต้นทุนการดำเนินงาน
ในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. ได้ประกาศมาตรการเชิงรุกครั้งสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานภายในประเทศ โดยได้สั่งการให้โรงกลั่นในกลุ่ม ซึ่งประกอบด้วย บมจ.ไทยออยล์ (TOP), บมจ.ปตท.โกลบอล เคมีคอล (PTTGC) และ บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) เดินเครื่องผลิตเกิน 100% โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 105% ของกำลังการผลิต เพื่อเร่งผลิตและกระจายน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นและรองรับความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
เพื่อรับประกันการส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างราบรื่นและทั่วถึง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ได้เปิดให้บริการสถานีบริการ PTT Station ครบทั้ง 2,255 แห่ง ทั่วประเทศอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมกันนี้ยังได้เพิ่มรอบการขนส่งน้ำมันทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทางรถบรรทุก ท่อส่ง หรือทางเรือ โดยเน้นการขนส่งทางรถบรรทุกเป็นพิเศษ เพื่อให้การกระจายน้ำมันเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด ยิ่งไปกว่านั้น คลังน้ำมันในกลุ่ม ปตท. ยังเปิดดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ เพื่อรองรับการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการและผู้ค้าส่งทั่วประเทศอย่างไม่หยุดยั้ง
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่กลุ่ม ปตท. นำมาใช้คือการดึงสต็อกน้ำมันสำรองที่มีอยู่มาใช้ในประเทศ และลดการส่งออกน้ำมันลง เพื่อทุ่มเทป้อนตลาดภายในประเทศที่ความต้องการพุ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกลุ่ม ปตท. ที่จะจัดการพลังงานอย่างโปร่งใส และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนคนไทยว่าจะมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอแน่นอนในทุกสถานการณ์
มาตรการเหล่านี้ถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงในการดำเนินงาน เช่น ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์, ธุรกิจบริการจัดส่งสินค้า, หรือแม้แต่ผู้ประกอบการที่มีรถสำหรับส่งสินค้าหรือบริการถึงลูกค้า จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากความมั่นคงด้านพลังงานนี้ การรับประกันว่าน้ำมันจะไม่ขาดตลาดและมีการกระจายอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดความกังวลด้านการขาดแคลนเชื้อเพลิง และช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการดำเนินงานและควบคุมต้นทุนเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากราคาและปริมาณน้ำมันที่ผันผวน ซึ่งส่งผลดีต่อเสถียรภาพของต้นทุนและกำไรของธุรกิจในระยะยาว




