
บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 และผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
27 มีนาคม 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
มอเตอร์โชว์ 47 เป็นกลไกสำคัญกระตุ้นเศรษฐกิจและยอดขายรถยนต์ไทย คาดยอดทั้งปีราว 600,000 คัน
-
ไฮไลต์คือการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 10 รุ่น สะท้อนเทรนด์พลังงานทางเลือกและ Future Mobility ที่ชัดเจน
-
งานนี้เปิดโอกาสใหญ่ให้ SMEs ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์และขนส่ง พร้อมทั้งผลักดันให้ต้องเร่งปรับตัวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า
งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 เปิดฉากขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย คาดดันยอดขายรวมทั้งปีสู่ 600,000 คัน ไฮไลต์อยู่ที่การเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากกว่า 10 รุ่น สะท้อนเทรนด์พลังงานใหม่ชัดเจน งานนี้สร้างโอกาสมหาศาลแก่ SMEs ในห่วงโซ่อุปทานและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่มองหารถเพื่อการพาณิชย์ และยังกระตุ้นให้ SMEs เตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสู่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้า
งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2569 ได้รับการจับตาในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน และนายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงาน ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของงานนี้ที่ไม่ใช่เพียงเวทีแสดงนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก แต่ยังเป็นแรงกระตุ้นยอดขายและขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของอุตสาหกรรมให้คึกคักอย่างยั่งยืน
เทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดันตลาดคึกคัก
หนึ่งในเทรนด์ที่โดดเด่นและชัดเจนที่สุดในงานปีนี้คือการมุ่งสู่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยมีการเปิดตัวรถยนต์ EV รุ่นใหม่จากค่ายผู้ผลิตชั้นนำทั่วโลกมากกว่า 10 รุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแบรนด์จีนอย่าง CHANGAN Automobile การหลั่งไหลเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าจำนวนมากสะท้อนให้เห็นถึงการตอบรับต่อกระแสพลังงานทางเลือกและราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงความพร้อมของตลาดที่จะก้าวไปสู่ Future Mobility ที่ยั่งยืน ซึ่งบริษัทอย่าง MGC-ASIA ก็เข้าร่วมงานเพื่อผลักดันกลุ่ม Luxury x EV อย่างเต็มที่
เป้าหมายยอดขายรถปีนี้และบทบาทสถาบันการเงิน
ทางด้านเป้าหมายของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปีนี้ กรุงศรี ออโต้ คาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์โดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 600,000 คัน การเข้าร่วมงานของสถาบันการเงินและผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ อาทิ TOYOTA ที่มาพร้อมข้อเสนอและแคมเปญพิเศษมากมาย ล้วนมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นกำลังซื้อและผลักดันให้ยอดขายบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ
มอเตอร์โชว์: เครื่องยนต์ขับเคลื่อนโอกาสให้ SMEs
สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) งานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทองอย่างแท้จริง การที่งานทำหน้าที่เป็นกลไกในการ "สร้างยอดขาย ขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทาน" นั้นหมายถึงประโยชน์ที่ส่งผ่านไปยัง SMEs ที่อยู่ในภาคส่วนผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ผู้ให้บริการซ่อมบำรุง หรือธุรกิจสนับสนุนอื่นๆ ในระบบนิเวศยานยนต์ นอกจากนี้ SMEs ในธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ก็สามารถใช้เวทีนี้ในการสำรวจและเลือกรถเพื่อการพาณิชย์ที่เหมาะสม เช่น SUZUKI CARRY รถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์ที่เป็นที่นิยม ซึ่งจัดแสดงในงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ
SMEs กับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า
การเปลี่ยนแปลงสู่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งที่ SMEs ควรให้ความสนใจและเตรียมพร้อมรับมือ การที่รถยนต์ EV รุ่นใหม่เปิดตัวมากมายบ่งชี้ถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการสถานีชาร์จ การพัฒนาบริการซ่อมบำรุงสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ หรือแม้กระทั่งการลงทุนในธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่ SMEs ควรศึกษาและปรับตัวเพื่อคว้าโอกาสจากเทรนด์นี้ เพื่อให้สามารถเติบโตและยั่งยืนในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานใหม่ได้อย่างมั่นคง



