
ทรัมป์-มัสก์ จากพันธมิตรสู่ศัตรู เมื่อคนรวยที่สุดโลกชนคนทรงอำนาจที่สุดโลก
6 มิถุนายน 2568
ความสัมพันธ์ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และอีลอน มัสก์ เศรษฐีรวยที่สุดของโลก แตกสลายอย่างสิ้นเชิงเมื่อวันพฤหัสบดี (5 มิ.ย.) หลังจากที่ทั้งคู่เปิดศึกแลกคำขู่กันผ่านโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้ราคาหุ้น Tesla ร่วงฮวบ 14.3% หรือสูญมูลค่าไปกว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์ในวันเดียว ขณะที่มัสก์สูญเสียทรัพย์สินส่วนตัวไป 2 หมื่นล้านดอลลaร์
ศึกเริ่มต้นจากร่างกฎหมายภาษี
จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งเกิดจากการที่มัสก์วิจารณ์อย่างหนักร่างกฎหมายลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายของทรัมป์ เรียกว่า "Big Beautiful Bill" โดยอ้างว่าจะทำให้หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับ 36.2 ล้านล้านดอลลาร์แล้วเพิ่มขึ้นอีก 2.4-5 ล้านล้านดอลลาร์ตามการประเมินของนักวิเคราะห์อิสระ
ทรัมป์ที่เงียบมาหลายวัน ออกมาแสดงความผิดหวังในห้องทำงานรูปไข่ขณะให้สัมภาษณ์ร่วมกับฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีคนใหม่ว่า "อีลอนกับผมเคยมีความสัมพันธ์ที่ดี แต่ไม่รู้ว่าจะยังคงเป็นเช่นนั้นอีกหรือไม่"
การแลกคำขู่ผ่านโซเชียลมีเดีย
หลังจากคำแถลงของทรัมป์ ความขัดแย้งได้บานปลายไปสู่การแลกคำขู่กันผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแบบเรียลไทม์
ทรัมป์ โพสต์บน Truth Social ว่า "วิธีที่ง่ายที่สุดในการประหยัดงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ คือการยกเลิกเงินอุดหนุนและสัญญาภาครัฐของอีลอน"
มัสก์ ตอบโต้ทันทีบน X (เดิมคือ Twitter) ว่า "หากไม่มีผม ทรัมป์จะแพ้การเลือกตั้ง" และเสริมว่า "ช่างเป็นคนไม่รู้คุณ" พร้อมท้าทายว่า "Go ahead, make my day"
นอกจากนี้ มัสก์ยังโพสต์ข้อความเก่าของทรัมป์เมื่อกว่าทศวรรษที่ผ่านมาที่วิจารณ์การใช้จ่ายของรัฐบาล และถามว่า "ผู้ชายที่เขียนข้อความเหล่านี้อยู่ไหน? เขาถูกแทนที่ด้วยคนตัวปลอมแล้วหรือเปล่า?"
มัสก์ขู่ถอนยานอวกาศและกล่าวหาเรื่องเอปสตีน
ในการตอบโต้ที่รุนแรงขึ้น มัสก์ประกาศว่าจะเริ่มปลดระวางยานอวกาศ Dragon ซึ่งเป็นยานเดียวของสหรัฐฯ ที่สามารถส่งนักบินอวกาศไปยังสถานีอวกาศนานาชาติได้ในปัจจุบัน
ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น มัสก์ยังกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานว่า ทรัมป์ปรากฏชื่อในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักธุรกิจที่เสียชีวิตแล้วซึ่งเคยถูกตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ และยืนยันการสนับสนุนข้อเรียกร้องให้มีการถอดถอน (impeachment) ทรัมป์
ผลกระทบต่อตลาดทุนและธุรกิจ
การปะทะครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมูลค่าหุ้น Tesla ที่ร่วงลง 14.3% เป็นการปรับตัวลงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท สูญมูลค่าไปประมาณ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ทำให้มัสก์สูญเสียทรัพย์สินส่วนตัวไปถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์
นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากทรัมป์ดำเนินการตามคำขู่จริง จะกระทบต่อ SpaceX และ Starlink ซึ่งเป็นผู้รับเหมาหลักของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงธุรกิจดาวเทียมที่มีบทบาทสำคัญในโครงการอวกาศของรัฐบาล
บทบาทในรัฐบาลที่สิ้นสุดลง
มัสก์เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้ากรมประสิทธิภาพของรัฐบาล (Department of Government Efficiency หรือ DOGE) เป็นเวลา 130 วัน โดยมีเป้าหมายปรับปรุงประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ แต่สามารถลดได้เพียงประมาณ 0.5% ของงบประมาณรวม
เขาออกจากตำแหน่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในงานแถลงข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ โดยมีรอยช้ำใต้ตาซึ่งอ้างว่าเกิดจากลูกชาย แต่ทรัมป์เอ่ยถึงเรื่องนี้ในการแถลงข่าววันพฤหัสบดีด้วยท่าทีเยาะเย้ย
อนาคตความสัมพันธ์การเมือง
ความขัดแย้งครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมปีหน้า เนื่องจากมัสก์เป็นผู้บริจาคเงินให้พรรคและผู้สมัครรีพับลิกันประมาณ 250-300 ล้านดอลลาร์ ในการเลือกตั้งปีที่แล้ว รวมถึงมีผู้ติดตาม 2.2 ร้อยล้านคนบนแพลตฟอร์ม X
มัสก์ได้สำรวจความเห็นผู้ติดตามว่า "ถึงเวลาสร้างพรรคการเมืองใหม่ในอเมริกาที่เป็นตัวแทนของคนกลางทั้ง 80% หรือยัง?" ซึ่งส่งสัญญาณว่าอาจหันไปสนับสนุนทางการเมืองในทิศทางอื่น
โฆษกทำเนียบขาว คาโรไลน์ เลวิตต์ ออกมาแสดงจุดยืนอย่างอ่อนโยนว่า "นี่เป็นเหตุการณ์ที่น่าเสียดายจากอีลอน ซึ่งไม่พอใจกับ Big Beautiful Bill เพราะไม่รวมนโยบายที่เขาต้องการ"
มุมมองระยะยาว
ผู้เชี่ยวชาญการเมืองคาดว่าความขัดแย้งนี้จะส่งผลต่อการผ่านร่างกฎหมายภาษีของทรัมป์ในวุฒิสภา เนื่องจากมัสก์มีอิทธิพลต่อฐานเสียงและนักลงทุนจำนวนมากในซิลิคอนแวลลีย์
ทรัมป์พยายามลดความตึงเครียดในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน โดยหลีกเลี่ยงการพูดถึงมัสก์ในงานสาธารณะ และโพสต์ข้อความบน Truth Social ว่าไม่ใส่ใจการ "หันหลังให้เขา" แต่หวังว่าเขาควรออกจากการรับราชการเมื่อหลายเดือนก่อน
อย่างไรก็ตาม มัสก์ได้ส่งข้อความท้าทายในระยะยาวว่า "ทรัมป์เหลือเวลาเป็นประธานาธิบดีอีก 3.5 ปี แต่ผมจะอยู่ต่อไปอีก 40 กว่าปี"